Categories
LIFESTYLE

โรคมะเร็งเต้านม ภัยร้ายของสาวๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

โรคมะเร็งเต้านม ภัยร้ายของสาวๆ ที่ไม่ควรมองข้าม

โรคมะเร็งเต้านม ถือว่าเป็นภัยเงียบที่ผู้หญิงอย่างเรานั้นไม่ควรมองข้าม เนื่องจากโรคนี้ไม่มีอาการใดใดแสดงออกมาชัดเจน กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็เป็นระยะที่ทำให้จิตตกและเป็นกังวล ในแต่ละปีมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มักพบในผู้หญิงที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป แต่ใช่ว่าเพศชายจะไม่มีนะคะ มีแต่ว่าในเปอร์เซนต์ที่ต่ำมากมะเร็งในผู้หญิงมะเร็งเต้านมถือเป็นโรคเสี่ยงเป็นอันดับต้น โดยในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นถึง 50,000 คนต่อปีและมีแนวโน้มเพิ่มมากเรื่อย ๆ


อาการของมะเร็งเต้านม

โรคมะเร็งเต้านม

เบื้องต้นเราไม่สามารถรู้ได้ทันท่วงทีนอกจากจะตรวจจากเครื่อง Mammogram ที่สามารถตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะแรกก่อนแสดงอาการ หากไม่ได้ไปตรวจ และไม่แน่ใจให้ลองสังเกตอาการของตนเองดังต่อไปนี้

  • คลำแล้วพบก้อนเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณที่เสี่ยงกับการเป็นมะเร็งเต้านมนั้นคือ บริเวณใต้ราวนมและบริเวณรักแร้ ซึ่งก้อนเนื้อนี้อาจมีอาการเจ็บร่วมด้วย หรือบางครั้งก็ไม่เจ็บเลย วิธีการคลำหาก้อนเนื้อก็คือ ใช้มือตรงข้ามคลำหน้าอกในท่าคลำขึ้นลง จากนั้นคลำวนเป็นวงกลม และนอนหงายคลำหาท่าเดียวกันว่ามีก้อนอะไรที่ผิดปกติหรือไม่
  • มีของเหลวออกมาจากโดยหัวนมไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งอาจจะเป็นสีเหลืองขุ่น สีใส หรือเลือดออกมาจากบริเวณหัวนมข้างใดข้างหนึ่งควร อาการนี้าจะจะเกิดจากระดับฮอร์โมนสูงกว่าปกติ แต่อย่างไรก็ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็วที่สุด
  • มีผื่นคันบริเวณนมและหัวนม อาจะเริ่มจากอาการแสบคัน มีผดผื่นขึ้นมา แต่ทำการรักษาผิวแล้วก็ยังไม่หายดี รักษากี่ทีก็ไม่หายจนแผลตกเป็นสะเก็ดควรให้แพทย์ตรวจหาเซลล์มะเร็ง เพราะการที่มีอาการเช่นนี้อาจเกิดจากเซลล์มะเร็งลามขึ้นมาที่ผิวหนังแล้ว
  • ผิวหนังบริเวณเต้านมเปลี่ยนไปหรือกดแล้วบุ๋ม หากผิวบริเวณเต้านมเปลี่ยนเป็นเหมือนส้มเปลือกหนา ลานหัวนมเปลี่ยนสีทั้งที่ไม่ได้มีการตั้งครรภ์ หรืออีกอาการคือกดลงไปบนเนื้อแล้วมีรอยบุ๋ม เนื่องจากอาจเป็นอากาเซลล์มะเร็งที่ได้ลุกลามมายังชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังไปแล้ว
  • รูปร่างเปลี่ยนไป ตามธรรมชาติขนาดของเต้านมในผู้หญิงนั้นไม่เท่ากันยู่แล้ว แต่ถ้าจู่ๆ ขนาดของเต้านมเปลี่ยนไป มีการบวมขึ่น ให้ถือว่าเป็นสัญญาณอันตราย

อาการทั้งหมดดังกล่าวไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรบันทึกเอาไว้ว่าเกิดอาการอะไรขึ้นบ้างกับตนเองและนัดเพทย์เพื่อวินิจฉัยต่อไป


สาเหตุโรคมะเร็งเต้านม

โรคมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมเกิดจากการแบ่งตัวของเซลล์ที่ผิดปกติบริเวณของต่อมน้ำนม หรือท่อน้ำนมที่มีการเจริญเติบโตและควบคุมไม่ได้ จนอาจมีการกระจายไปตามต่อมน้ำเหลืองที่อวัยวะข้างเคียง และสาเหตุที่แท้จริงของมะเร็งเต้านมนั้นยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน แต่แยกออกมาได้จากสาเหตุจากปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้และปัจจัยเสี่ยงที่เหนือการควบคุม

  • ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ นั่นก็คือพฤติกรรมการบริโภคอาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน นักวิจัยพบว่าผู้หญิงที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย หรือมีการขยับร่างกายน้อย นั้นมีเปอร์เซนต์เกิดมะเร็งสูงกว่าผู้หญิงที่มีกิจกรรมขยับร่ากายตลอดเวลา การบริโภคอาหารก็สำคัญ เช่น การรับประทานของทอดมากเกินไปหรือการที่รับอาหารที่มีสารเคมีตกค้างทำให้สะสมในร่างกายจนเป็นมะเร็ง การรับประทานยาคุมเป็นประจำ และการทำงานที่เกี่ยวข้องการรังสีแกมมา รังสีอื่น ๆ ที่รุนแรงและกระตุ้นให้เซลล์ทำงานผิดปกติ
  • ปัจจัยเสี่ยงที่เหนือการควบคุม นั่นคือ อายุของผู้หญิงที่มากขึ้นและการถ่ายทอดสู่กรรมพันธุ์ กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้นเมื่อผู้หญิงอายุมากกว่า 35 ปี ขึ้นไปควรได้รับการตรวจเป็นประจำทุกปี หรือสามาตรตรวจเองได้ที่บ้านโดยการคลำบริเวณเต้านมและรักแร้ของตนเอง หรืออายุน้อยกว่านั้นก็เป็นการดูแลตัวเองอย่างเนิ่น ๆ

การรักษาโรค

โรคมะเร็งเต้านม

วิธีการรักษาโรคมะเร็งเต้านมนั้นแบ่งออกได้หลายแบบ แต่ก็แยกออกไปในระยะความรุนแรงของมะเร็ง ซึ่งการรักษานั้นจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และปัจจัยอาการต่าง ๆ ของผู้ป่วย ถ้าแบ่งออกย่อยหัวข้อใหญ่ก็จะเป็นการรักษามะเร็งระยะที่ยังไม่มีการแพร่กระจายของโรคและการรักษาระยะลุกลาม

  1. รักษาแบบเฉพาะที่ (Locoregional therapy)สำหรับผู้ป่วยในระยะที่ 1 และ 2 แบ่งออกเป็น 2 วิธี
  • ผ่าตัดมะเร็งเต้านมในลุกลามระยะแรก ในส่วนเต้านมและต่อมน้ำเหลืองใต้แร้ เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย
  • ฉายแสงในลุกลามระยะแรก จากการศึกษาพบว่า มีการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของอัตราการกลับเป็นโรคซ้ำเฉพาะที่ในกลุ่มที่ได้รับการฉายแสง
  1. รักษาแบบ Systemic
  • การให้ยาเคมีเสริม (adjuvant taxane) ใช้กับผู้ป่วยระยะลุกลามที่ 1-3 มีการกระจายของมะเร็งมาที่ต่อมน้ำเหลือง อาจจะได้เป็นแบบรับประทานหรือแบบฉีดก้ได้ ซึ่งตัวเคมีจะกระจายเข้าสู่เส้นเลือดเพื่อไปยังยั้งการแพร่กระจาย ทำให้ก้อนมะเร็งเล็กลง มีผลข้างเคยงเช่น ผมร่วง เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย เป็นต้น
  • การรักษาแบบ adjuvant systemic ในผู้ป่วยที่ลุกลามมาที่ต่อมน้ำเหลือง ผู้ป่วยในวัยก่อนหมดประจำเดือนมีขนาดก้อนเล็กมีโอกาสเป็นมะเร็งน้อยมาก และยิ่งวัยหมดประจำเดือนและก้อนใหญ่ก็ยิ่งมีโอกาสกลับไปเป็นอีกได้สูง
  • การให้ยาต้านฮอร์โมน (aromatase inhibitor) สำหรับผู้ป่วยตัวรับฮอร์โมนเป็นบวกและในวัยหมดประจำเดือน โดยการใช้ยาหยุดยั้งการทำงานของฮอร์โมนหรือลดการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้เซลล์หยุดการเจริญเติบโตส่งผลให้ขนาดก้อนมะเร็งเล็กลง
  • การให้ยา taxanes ก่อนการผ่าตัด สำหรับมะเร็งเต้านมที่ยังไม่มีการแพร่กระจาย
  1. รักษามะเร็งเต้านมด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด (Cell Based Immunotherapy)

คิดค้นโดยศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถเพื่อมะเร็งเต้านม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นการใช้เซลล์พื้นฐานที่พบในร่างกาย ไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายเพื่อไปกำจัดเซลล์มะเร็ง ใช้รักษาในผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชนิดที่รักษายากและลุกลามไปทั่วร่างกาย ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกและเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์การรักษามะเร็งเลยทีเดียว


หากผู้ที่กังวลหรือกำลังเป็นโรคมะเร็วเต้านมอยู่ขอให้คุณมั่นใจได้ว่าโรคมะเร็งนี้รักษาให้หายขาดได้ เพียงต้องอยู่ในวินิฉัยขอแพทย์และได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นวิธีรักษาใดใด คุณหมอนั้นมีหน้าที่รักษาและเราเองก็มีหน้าที่ใช้ชีวิตของตัวเองเป็นปกติ ให้กำลังใจตนเองและทำจิตใจให้แจ่มใสเหมือนตอนก่อนที่เราจะค้นพบโรคนี้เจอ กำลังใจและการดูแลรักษาสุขภาพนั้นเป็นคีย์สำคัญให้ห่างจากมะเร็ง เป็นกำลังใจทุกคนค่ะ


ที่มา

http://www.chulacancer.net/education-list-page.php?id=450

https://www.chulacancer.net/patient-knowledge-inner.php?id=637

https://www.petcharavejhospital.com/th/Article/article_detail/Breast-Cancer-symptom-and-phase

https://www.siphhospital.com/th/news/article/share/breast-cancer-treatment

Categories
LIFESTYLE

ฟังเพลงไปด้วย ทำงานไปด้วยช่วยให้การทำงานดีขึ้นหรือไม่?

ฟังเพลงไปด้วย ทำงานไปด้วย ช่วยให้การทำงานดีขึ้นหรือไม่?

( ฟังเพลงไปด้วย ทำงานไปด้วย ช่วยให้การทำงานดีขึ้นหรือไม่? )การฟังเพลงย่อมช่วยให้เรามีสมาธิ และผ่อนคลายอารมณ์ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยบรรเทาความเครียดหรือปัญหาในแต่ละวันได้ ทำให้บางคนเสพติดการฟังเพลงเป็นชีวิตจิตใจ ขณะเวลาทำงานยังต้องเปิดเพลงฟังไปด้วย เพราะเชื่อว่าจะช่วยให้การทำงานดีขึ้นด้วยนั่นเอง แต่ผู้คนส่วนหนึ่งกลับบอกว่าการฟังเพลงทำลายสมาธิในการทำงาน ซึ่งเราจะมาไขข้อสงสัยในประเด็นนี้กันว่า ฟังเพลงไปด้วยทำงานไปด้วย จะช่วยให้การทำงานดีขึ้นจริงหรือไม่?

คุณอาจสนใจบทความนี้ อ่านต่อ จัดโต๊ะทํางาน 2563 รวมไอเดีย จัดบ้านยังไง ให้น่าทำงาน เหมือนไป office จริง

ฟังเพลงไปทำงานไป

ฟังเพลงในขณะทำงาน ช่วยให้การทำงานดีขึ้นจริงหรือไม่?

หลายคนที่ตั้งข้อสงสัยว่าการทำงานไปด้วยฟังเพลงไปด้วย จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้จริงหรือไม่ ขอตอบเลยว่า “จริง” เนื่องจากมีงานวิจัยหลายชิ้น ได้บอกไว้ว่า ดนตรีเปรียบเสมือนศาสตร์แห่งการบำบัด (Music Therapy) ซึ่งจะสามารถช่วยบรรเทาความทุกข์ในจิตใจและคลายความเครียดได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังส่งผลให้การทำงานของคุณเต็มไปด้วยไอเดียและจินตนาการ นอกจากนี้ การฟังเพลงยังช่วยให้คุณสามารถทำงานภายใต้แรงกดดันได้ดีขึ้น และมีสมาธิจดจ่อกับงานทุกชิ้นตั้งแต่เริ่มจนเสร็จสิ้นกระบวนการได้อีกด้วย

เพลงเปรียบเสมือนตัวช่วยสำคัญที่ทำให้คุณรู้สึกสบายใจและแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่ได้มีประโยชน์แค่ความเพลิดเพลินแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถผลักดันให้คุณทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้สามารถเป็นจริงได้อีกด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีบำบัดอย่าง Teresa Lesiuk ได้กล่าวถึงงานวิจัยที่ชื่อว่า ‘The Effect of Music Listening on Work Performance’ ที่ระบุว่าพนักงานออฟฟิศทุกคนที่ได้ฟังเพลงตอนทำงานในแบบที่ตัวเองชอบ จะช่วยทำให้งานเสร็จได้เร็วกว่า และยังช่วยปลุกไอเดียใหม่ๆ ได้มากกว่าคนที่ไม่ได้ฟังเพลงในเวลาทำงาน

คุณอาจสนใจบทความนี้ อ่านต่อ ทำงานอยู่บ้าน ทำอะไรดี? 10 วิธีอยู่ในบ้าน เมื่อต้อง work from home

แนวเพลงแบบไหนที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

สำหรับคนที่ชอบฟังเพลงในขณะทำงาน อาจเลือกฟังเพลงในสไตล์ที่ตัวเองชอบ เพราะจะทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย สบายใจ และมีสมาธิจดจ่อกับงานมากยิ่งขึ้น แต่คุณรู้หรือไม่ บนโลกของดนตรี มีแนวเพลงใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย และไม่ใช่ว่าทุกแนวจะช่วยให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของคุณได้ไปเสียทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น เพลงเมทัล หากคุณเป็นผู้หญิงหวานๆ การฟังดนตรีแนวนี้อาจทำให้คุณเสียสมาธิ และบั่นทอนอารมณ์ในการทำงานได้มากกว่าเดิม ดังนั้นลองมาดูกันว่าแนวเพลงไหนบ้าง ที่จะช่วยให้คุณงานเสร็จไวและออกมามีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

ฟังเพลงไปด้วยทำงานไปด้วย

1.Classical Music

  • เริ่มกันที่ดนตรีคลาสสิค แค่คุณลองจินตนาการขณะนั่งทำงาน แล้วเปิดเพลงคลาสสิคคลอๆ โดยอาจจะเป็นดนตรีบรรเลง ที่ชวนกระตุ้นอารมณ์การทำงาน และช่วยเปิดจินตนาการไปได้พร้อมกัน ซึ่งนักวิจัยได้บอกว่าแนวเพลงคลาสสิคนี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มสมาธิ เพื่อให้คุณจดจ่อกับทำงานที่ทำมากยิ่งขึ้น ซึ่งนักดนตรีคลาสสิคที่เราอยากแนะนำให้คุณไปลองไปฟังบทเพลงของเขา ก็คือโมสาร์ท ผู้บุกเบิกแนวเพลงคลาสสิค ซึ่งหากคุณได้มีโอกาสฟังเพลงของเขา รับรองเลยว่าจะรู้สึกฮึกเหิม และรู้สึกมีไฟในการทำงานอย่างแน่นอน

2.Nature Music

  • น้อยคนนักที่จะเปิดดนตรีแนวนี้ฟัง เพราะเป็นแนวเพลงที่จะทำให้คุณรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ โดยมีเสียงนก เสียงน้ำ และเสียงของใบไม้ที่พลิ้วไหวคลออยู่รอบข้าง ราวกับไปนั่งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติเหล่านั้นจริง ซึ่งแนวเพลงดังกล่าวจะช่วยทำให้คุณรู้สึกสงบ และมีสมาธิกับสิ่งที่ทำตรงหน้ามากขึ้น อีกทั้งยังช่วยบำบัดอารมณ์ที่กำลังขุ่นมัวของคุณ ณ เวลานั้นได้เป็นอย่างดี ใครที่มีความเครียดในเวลาทำงาน ลองเปิดแนวเพลงธรรมชาติฟังดู อาจช่วยให้คุณรู้สึกใจเย็นมากขึ้นก็เป็นได้ ส่วนใครที่สนใจอยากจะลองฟัง สามารถเข้ายูทูปแล้วค้นหา Nature Music ได้เลย

3.Hiphop

  • ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแนวเพลงที่กำลังฮอตฮิต ติดชาร์ทแทบจะทุกสื่อ คงหนีไม่พ้น เพลงฮิปฮอป จากกระแสของเพลงที่แรงเกินต้านทาน ทำให้หลายคนหันมาฟังเพลงแนวนี้กันอย่างมากขึ้น เพราะจังหวะของดนตรีฮิปฮอป จะชวนให้คุณรู้สึกสนุก และกระตุ้นการทำงานได้ดีมากขึ้นนั่นเอง แต่ขอแนะนำว่าอาจจะเหมาะกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เพราะเนื้อหาของเพลงอาจมีคำหยาบ หรือคำร้องที่เร็วเกินไป จนคุณฟังไม่รู้เรื่อง

ทำงาน-ฟังเพลง

4.Rock

  • สำหรับสายร็อกขอให้มารวมตัวกันทางนี้!! เพราะไม่มีเพลงใดจะปลุกไฟการทำงานให้ลุกโชนได้ดีกว่าเพลงร็อกอีกแล้ว จังหวะกลองรัวๆ ดนตรีมันส์ๆ เสียงกีตาร์กระแทกใจ บวกกับเสียงร้องอันหนักหน่วง จะช่วยทำให้คุณฮึกเหิม และเริ่มมีพลังที่จะทำงานที่ค้างไว้จนสำเร็จได้ นอกจากนี้ใครที่กำลังรู้สึกเบื่อหรือง่วงนอน ลองเปิดเพลงร็อกหนักๆ ฟัง จะทำให้สมองกลับมาทำงานได้อย่างปกติ โดยไม่รู้สึกอ่อนเพลียอีกต่อไป

5.Epic Music

  • ใครที่เป็นคอหนังน่าจะเคยฟังดนตรีแนวนี้กันมาบ้าง กับแนวเพลง “Epic Music” ที่มีความเล่นใหญ่ทางดนตรีสูงมาก โดยเป็นเพลงที่จะช่วยปลุกใจให้คุณกลับมาทำงานได้เป็นอย่างดี ถึงแม้จะไม่มีคนร้อง แต่ทำให้คุณรู้สึกเพลิดเพลินได้ ผลงานวิจัยบอกว่าเพลงบรรเลงที่ไม่มีดนตรี จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ดีกว่า เพราะคุณจะไม่หยุดมาฟังเนื้อร้อง ทำให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องนั่นเอง

6.Video Game Music

  • สายการ์ตูน สายอนิเมะ มาทางนี้ใครบอกว่าเพลงการ์ตูนไร้สาระ เพลงประกอบการ์ตูนนี่แหละคือตัวช่วยชั้นดี ที่จะทำให้คุณทำงานเสร็จเร็วขึ้นได้ เพราะเพลงการ์ตูนจะมีจังหวะที่เร็ว ช่วยกระตุ้นให้คุณโฟกัสอยู่กับงานมากขึ้น อีกทั้งยังทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน และจินตนาการตามไปว่ากำลังผจญภัยในดินแดนของการทำงานอยู่

ข้อดีของการฟังเพลงในเวลาทำงาน

การทำงานกับปัญหามักเป็นของที่มาคู่กันเสมอ ซึ่งก็อยู่ที่ว่าใครจะสามารถจัดการกับปัญหานั้นได้ดีกว่า และแน่นอนว่าหลายคนเลือกแก้ปัญหาด้วยการฟังเพลงผ่อนคลายอารมณ์ พร้อมกับบรรเทาความเครียด เพราะเสียงเพลงเปรียบเสมือนยาชั้นดีที่กินเข้าไปแล้วมีความสุข ตกอยู่ในภวังค์ที่มีแค่คุณคนเดียวที่สามารถเข้าใจได้ ดังนั้นลองมาดูข้อดีของการฟังเพลงกันเถอะ ว่าช่วยคุณในเรื่องอะไรบ้าง

ทำงานด้วยฟังเพลงพร้อมกัน

1.บำบัดหัวใจ

  • นอกจากดนตรีจะช่วยบำบัดหัวใจให้พ้นจากความทุกข์ และความเศร้าแล้ว เสียงเพลงยังช่วยบำบัดกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงมากขึ้นด้วย เพราะการฟังดนตรีสนุกๆ จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ส่งผลให้หัวใจของคุณได้ออกกำลังกาย ทำให้หัวใจมีความแข็งแรงมากกว่าเดิม

2.หลับสบาย

  • คนที่มีปัญหานอนไม่หลับ มักเกิดความเครียดและความวิตกกังวลต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ส่งผลให้คลื่นสมองทำงานอย่างผิดปกติ ทำให้คุณเกิดความฟุ้งซ่านและนอนไม่หลับได้ ดังนั้นก่อนเข้านอนลองเปิดเพลงสบายๆ ฟังสักหนึ่งเพลง เสียงของดนตรีจะช่วยฟื้นฟูจิตใจ และปรับเปลี่ยนคลื่นสมองให้กลับมาสมดุล อีกทั้งยังส่งผลให้หัวใจเริ่มเต้นช้าลง ทำให้คุณนอนหลับได้ง่ายกว่าเดิม

3.เพิ่มสมาธิในการทำงาน

  • ใครที่ทำงานแล้วรู้สึกไม่มีสมาธิ ทำได้สักพักก็ต้องหยุด อาจเป็นเพราะอารมณ์ของคุณยังไม่เข้าที่ ดังนั้นก่อนทำงานอาจเปิดเพลงสบายๆ ฟัง จะช่วยให้คุณมีสมาธิมากขึ้น จากนั้นทำงานไปด้วยฟังเพลงตามสไตล์ที่คุณชอบไปด้วย จะทำให้คุณมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้เสียงของดนตรีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างดีเยี่ยม

4.ปรับอารมณ์ให้แจ่มใส

  • สำหรับใครที่ชอบมองโลกในแง่ร้าย เจออะไรก็ต้องใช้อารมณ์ในการตัดสินปัญหาอยู่เสมอ ลองปรับเปลี่ยนความคิดและมองโลกในแง่ดีมากขึ้น หัดฟังเพลงสบายๆ ไม่เร่งจังหวะมากเกินไป ปล่อยตัวกับใจไปตามเสียงเพลง จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย และรู้สึกดีกับตัวเองมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยปรับอารมณ์ของคุณให้กลับมาแจ่มใส และยิ้มได้ตลอดทั้งวัน

ฟังเพลง-ทำงาน

5.ช่วยพัฒนาสมอง

  • เสียงดนตรีสามารถพัฒนาสมองได้อย่างดีเยี่ยม โดยปกติสมองของคนเราจะมีสองซีก ซึ่งเสียงเพลงสามารถเข้าไปพัฒนาได้ทั้งสองข้าง อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างจินตนาการใหม่ๆ และทำให้คุณเกิดไอเดียต่างๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการพัฒนาสมองซีกขวา สมองแห่งการเรียนรู้ไปในตัว เรียกได้ว่าการฟังเพลง เต็มไปด้วยประโยชน์อย่างแท้จริง

6.ทำให้ร่างกายตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า

  • หลายคนทำงานแล้วมักจะมีอาการง่วงหงาวหาวนอนกันเป็นประจำ แต่หากคุณได้ลองเปิดเพลงฟัง โดยเฉพาะเพลงที่ชอบด้วยแล้ว รับรองเลยว่าเพลงโปรดนั้นๆ จะช่วยปลุกเร้าอารมณ์ของคุณให้สดชื่นกระฉับกระเฉงได้อย่างทันที จากที่ง่วงๆ ก็จะรู้สึกสดใส ตื่นตัวได้มากยิ่งขึ้น และทำให้คุณมีพลังกลับมาจดจ่อกับงานตรงหน้าอีกครั้งแบบไม่ต้องกลัวว่าจะหลับคากองงานแน่นอน

7.บำบัดความเครียด

  • ในระหว่างการทำงาน แน่นอนว่ากองงานกับความเครียดย่อมมาคู่กันบ่อยๆ เสมอ ดังนั้น หากคุณฟังเพลงที่ชอบไปด้วย ก็จะทำให้สมองหยุดพักจากความเครียดไปชั่วขณะหนึ่งได้ ยิ่งหากคุณได้ลองหลับตาหรือร้องตามสักนิด สารแห่งความสุขก็จะหลั่งไหลออกมา ช่วยขับไล่สารแห่งความเครียดออกไป ทีนี้คุณก็จะรู้สึกมีความสุข ความเครียดก็จะถูกลดทอนให้น้อยลง การทำงานในรอบต่อไปก็จะออกมามีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

ฟังเพลงทำงาน

สำหรับข้อสงสัยที่ถามว่า การฟังเพลงไปด้วย ทำงานไปด้วย จะส่งผลให้งานออกมาดีหรือไม่ ขอตอบประเด็นนี้ชัดๆ อีกครั้ง ว่า การฟังเพลงจะช่วยให้งานของคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอน เพราะดนตรีจะช่วยกระตุ้นปลุกร่างกายให้กระตือรือร้นและจดจ่อกับงานที่ทำอยู่ตรงหน้า อีกทั้งยังสามารถช่วยปลุกไฟในตัวคุณที่กำลังมอด ให้กลับมาลุกโชนได้อีกครั้ง ใครที่กำลังเบื่องาน ลองเปิดเพลงที่ชอบฟังขณะทำงานดู ก็จะช่วยให้คุณสนุกกับงานมากยิ่งขึ้น แต่หากใครมีปัญหาฟังเพลงไปด้วยแล้วรู้สึกไม่มีสมาธิ ก็อาจจะลองใช้เวลาในระหว่างพักเบรคมาฟังเพลงที่ชอบผ่อนคลายสัก 1-2 เพลงก็ได้ รับรองกลับไปนั่งทำงานคราวนี้ พลังแห่งการทำงานจะกลับมาอย่างเต็มเปี่ยมแน่นอน

Categories
LIFESTYLE PEOPLE & RELATIONSHIP

แอพถามหมอฟรี 5 แอพ ปรึกษาหมอแบบรวดเร็ว อุ่นใจ ใช้แล้วสะดวกขึ้น

แอพถามหมอ ฟรี 5 แอพ ปรึกษาหมอแบบรวดเร็ว อุ่นใจ ใช้แล้วสะดวกขึ้น

( แอพถามหมอ ฟรี 5 แอพ ปรึกษาหมอแบบรวดเร็ว อุ่นใจ ใช้แล้วสะดวกขึ้น )เชื่อว่าหลายคนต้องเคยประสบปัญหาไม่สบายเพียงเล็กน้อย แต่ก็ต้องไปหาหมอเพื่อตรวจให้สบายใจ ทั้งๆ ที่พักแค่ 2-3  อาการก็ดีขึ้นได้ ดังนั้น คงเป็นเรื่องดีไม่น้อยหากเราจะสามารถปรึกษาหมอถึงอาการของโรคต่างๆ ได้แบบฟรีๆ ผ่านแอพเพื่อช่วยคลายความกังวลใจ ณ ขณะนั้นได้ทันที ซึ่งตอนนี้คุณสามารถรับคำปรึกษาหมอผ่านช่องทางออนไลน์ได้แล้ว กับ 5 แอปพลิเคชันที่เรานำมาฝากกัน ซึ่งใครอยากรู้ว่ามีแอพอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลย

คุณอาจสนใจบทความนี้ อ่านต่อ ออกกำลังกายอยู่บ้าน ด้วยอุปกรณ์ทั้ง 7 แบบไม่ง้อฟิตเนส

5 แอพปรึกษาหมอแบบรวดเร็ว อุ่นใจ

จากผลกระทบของโควิด-19 เรื่องที่สำคัญสำหรับทุกคน คงหนีไม่พ้นเรื่องสุขภาพ เพราะไม่มีใครอยากป่วยในเวลานี้ หรือบางคนที่ป่วยเป็นโรคอื่น ก็ไม่กล้าที่จะออกเดินทางไปที่โรงพยาบาลเพราะมีความเสี่ยงสูง ซึ่งใครที่กำลังประสบปัญหานี้ เราก็มี 5 แอปพลิเคชันที่จะทำให้คุณปรึกษาหมอได้อย่างทันใจมาฝาก รับรองเลยว่าคุณจะได้การบริการที่ดีเยี่ยมไม่แพ้กับการไปโรงพยาบาลเลยทีเดียว

คุณอาจสนใจบทความนี้ อ่านต่อ ประกันสุขภาพของ working women ควรเลือกซื้อประกันแบบไหนดี?

1.Raksa ป่วยทัก รักษา

Raksa-ป่วยทัก-รักษา

เริ่มกันที่แอปพลิเคชันแรก ที่ทำเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาจากคุณหมอผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญร่วมงานกับแอพ Raksa มากถึง 500 คน ซึ่งเป็นแพทย์ที่มีประสบการณ์การรักษาในโรงพยาบาลมากกว่า 7 ปี จึงทำให้คุณมั่นใจถึงความปลอดภัยได้อย่างเต็ม 100% นอกจากนี้ในแอปยังเต็มไปด้วยคุณหมอหลากหลายสาขาวิชา ทั้งโรคทั่วไป,สูตินรีแพทย์ ,แพทย์ หู ตา จมูก และอีกมากมาย เรียกได้ว่ามีครบทุกศาสตร์ ไม่ต้องกังวลว่าการให้คำปรึกษาจะไม่ครอบคลุมโรคที่คุณเป็น โดยคุณสามารถเข้ามาขอคำปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือเมื่อมีอาการได้ทันที

2.Ooca

Ooca

หนึ่งในอาการป่วยที่ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มเป็นกันมากขึ้น ไม่เว้นแม้แต่เด็กหรือผู้ใหญ่ คืออาการของโรคซึมเศร้า ซึ่งบางคนเป็นถึงขั้นรุนแรง คือไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกนี้แล้ว หรือบางคนเป็นแต่ไม่กล้าไปโรงพยาบาล เพราะกลัวถูกหาว่าเป็นบ้าได้ โดยแอพ Occa ได้มองเห็นถึงปัญหาตรงนี้ จึงจัดทำแอปพลิเคชันที่ให้คำแนะนำโรคทางจิตเวช จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณได้รับคำแนะนำหรือวิธีการรักษาอย่างถูกต้อง ซึ่งการทำหน้าที่ของแอพง่ายมาก เพียงคุณดาวน์โหลดก็จะสามารถเลือกแพทย์หรือนักจิตวิทยาตามความต้องการของคุณได้ อีกทั้งช่วยแก้ปัญหาที่คุณเป็นได้อย่างตรงจุด

3.Samitivej Plus

Samitivej Plus

หนึ่งในโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการรักษา ชื่อของโรงพยาบาลสมิติเวชต้องติดมาเป็นอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน ซึ่งทางโรงพยาบาลได้มีแอปพลิเคชันที่ชื่อว่า Samitivej Plus คอยให้คำปรึกษาและข้อแนะนำสำหรับผู้ป่วยที่ไม่สะดวกเดินทางมาที่โรงพยาบาล โดยแอพนี้คุณสามารถปรึกษาคุณหมอผ่านการวิดีโอคอลได้อย่างสะดวก จากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีบทความดีๆ เกี่ยวกับสุขภาพให้คุณได้อ่านและทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคไปแบบฟรีๆ

4.Chiiwii

Chiiwii

ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ขอรับคำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพ จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน Chiiwii ที่สามารถทำให้คุณได้พูดคุยกับหมอแบบเรียลไทม์ เรียกได้ว่ามีอาการป่วยปุ๊บ สามารถรับคำปรึกษาได้ทันที ถือว่าสะดวกและรวดเร็วอย่างมาก โดยจุดเริ่มต้นของแอพเกิดขึ้นจากเว็บบอร์ดที่ตอบปัญหาสุขภาพไปมา จึงทำให้กลายเป็นแอปพลิเคชันนี้ ซึ่งคุณสามารถคุยกับหมอได้ถึง 3 ช่องทาง คือ 1.แชท โทร และวิดีโอคอล ใครสะดวกจะรับคำแนะนำแบบไหนก็สามารถเลือกได้ตามใจชอบ ซึ่งตัวแอปพลิเคชันเล่นง่ายมาก ใช้ไม่ยากอย่างที่คุณคิดแน่นอน

5.Honestdocs คุณหมอมือถือ

Honestdocs

ปิดท้ายด้วยแอปพลิเคชันที่หลายคนน่าจะเคยได้ใช้บริการอย่างแอพ “Honestdocs คุณหมอมือถือ” ที่คุณสามารถปรึกษาหรือรับคำแนะนำจากคุณหมอได้ตลอด 24 ชั่วโมง เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นโรคอะไรร้ายแรง และไม่ได้ต้องการคำตอบ อย่างรวดเร็วนัก เพราะการบริการจะให้คุณตั้งคำถามหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการไว้ในกระทู้ แล้วจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านนั้นๆ เข้ามาตอบหรือให้คำแนะนำ ซึ่งคุณสามารถโต้ตอบและพูดคุยกับหมอได้ แต่อาจจะไม่ได้รวดเร็วทันใจ แต่ก็ตอบภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นแอปพลิเคชันหาหมอง่ายๆ ที่คุณสามารถเข้าไปใช้บริการได้ฟรี

ข้อดีของการปรึกษาหมอผ่านแอพ

การไม่มีโรค คือลาภอันประเสริฐ ใครที่มีร่างกายแข็งแรง ออกกำลังกายตลอด ถือเป็นเรื่องดีเพราะจะช่วยให้คุณห่างไกลจากโรค แต่สำหรับคนทำงานยุคใหม่ที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลตัวเอง อีกทั้งพักผ่อนน้อยเกินไป อาจเสี่ยงที่จะทำให้ร่างกายเกิดอาการป่วยได้ง่าย ซึ่งบางคนไม่มีเวลามากขนาดที่จะเข้าไปโรงพยาบาลเพื่อเช็กอาการ ดังนั้นการมีแอปพลิเคชันที่สามารถปรึกษาหมอได้ทันที จึงตอบโจทย์อย่างมาก ดังนั้นลองมาดูข้อดีของแอพหาหมอออนไลน์กัน

1.ประหยัดเวลา

  • ไม่ว่าคุณจะอยู่ไหน ทำอะไร แค่มีแอปพลิเคชันปรึกษาหมอออนไลน์ คุณก็จะได้รับคำแนะนำจากแพทย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางของคุณ เพื่อไปที่โรงพยาบาลอย่างมาก คุณสามารถนัดวันและเวลาที่คุณสะดวกจะเข้ารับการให้คำปรึกษา โดยทางแอพก็จะจัดคิวให้คุณได้ตรงความต้องการ ไม่ต้องเข้าคิวรอ 2-3 ชั่วโมงแบบในโรงพยาบาล นอกจากนี้คุณยังสามารถเลือกคุณหมอที่คุณอยากได้คำแนะนำได้อีกด้วย ถือเป็นแอปพลิเคชันดีๆ ที่เข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างมาก

2.ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

  • ในเวลานี้เรื่องของเงินทองเป็นสิ่งสำคัญ ส่วนไหนประหยัดได้ก็ประหยัด ซึ่งค่ารักษาพยาบาลเป็นค่าใช้จ่ายที่ทุกคนไม่อยากเสีย เพราะไม่มีใครอยากเจ็บป่วย ถึงแม้จะมีประกันสังคมหรือบัตรทอง แต่การเข้ารอคิวในที่คนแออัดในช่วงเวลานี้ ถือไม่เหมาะสมอย่างมาก เพราะเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ ดังนั้นการปรึกษาหมอผ่านช่องทางออนไลน์ จากแอปพลิเคชันแพทย์ต่างๆ จะช่วยให้คุณได้รับคำปรึกษาได้อย่างถูกต้อง และไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งนั้น เหมาะสำหรับคนที่มีอาการป่วยเพียงเล็กน้อยและต้องการคำแนะนำจากหมอ โดยที่ไม่ต้องไปโรงพยาบาล

ปรึกษาคุณหมอผ่านแอพ

3.ได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

  • ไม่ต้องกังวลว่าการมาขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ผ่านแอปพลิเคชัน จะได้หมอใหม่ ที่ยังขาดประสบการณ์หรือความรู้ที่ยังไม่มากพอได้ อีกทั้งกังวลว่าจะเจอหมอฝึกหัด ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ใช่เลย! แอปพลิเคชันพบหมอออนไลน์ส่วนใหญ่ แพทย์ทั้งหมดล้วนมาจากโรงพยาบาลดังทั้งสิ้น อีกทั้งมีประสบการณ์ในการเป็นหมอมากกว่า 7 ปี ทุกคน ซึ่งทำให้คุณมั่นใจได้เลยว่าคุณจะได้รับการดูแล และให้คำปรึกษาได้ตรงอาการของโรค อีกทั้งช่วยให้คุณหายป่วยได้อย่างรวดเร็ว

4.ปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง

  • บางคนเมื่อเกิดความรู้สึกไม่ดีต่อร่างกาย คล้ายจะมีอาการป่วย มักจะมีความกังวลว่าจะเป็นโรคอะไรร้ายแรงหรือไม่ แต่หากจะให้ไปโรงพยาบาลก็ไม่อยากไป อาจจะเป็นเพราะต้องมีภาระงาน หรือด้วยเวลาที่ดึกมากแล้ว การปรึกษาหมอผ่านแอพออนไลน์จะช่วยให้คุณคลายความกังวลจากอาการที่เป็นอยู่ได้ เพราะคุณสามารถปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทางแอพจะมีคุณหมอรอรับอาการของคุณตลอดเวลา ไม่ต้องกลัวว่าจะดึกเกินไป หรือเช้าเกินไป คุณสามารถเข้าไปที่แอพ และขอรับคำแนะนำได้ทันที

อาการผิดปกติแบบไหนที่ถือว่าเป็นหนัก ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

ถึงแม้ว่าแอปพลิเคชันจะให้คำแนะนำกับคุณได้อย่างทันที และตลอด 24 ชั่วโมงแต่นั่นก็เป็นการประเมินอาการเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งใครที่ป่วยมาหลายวัน หรือมีอาการเจ็บป่วยขั้นรุนแรง การปรึกษาผ่านแอพอาจไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง การรีบไปที่โรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ประเมินอาการ น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ดังนั้นลองมาดูกันว่าอาการผิดปกติแบบไหน ที่คุณควรไปพบคุณหมอโดยเร็วที่สุด เพราะตอนนี้ไวรัสโคโรน่ากำลังระบาดหนัก อาจทำให้หลายคนป่วยและแสดงอาการรุนแรงแบบเฉียบพลันได้

1.หายใจลำบาก แน่นหน้าอก

  • ไวรัสโคโรน่าตอนนี้กำลังระบาดอย่างหนัก ซึ่งผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ล้วนเป็นกลุ่มที่มีอายุตั้งแต่ 35-50 ปีขึ้นไป แต่ในประเทศอิตาลีจะพบว่าผู้เสียชีวิตส่วนมากเป็นผู้ป่วยสูงอายุ ดังนั้นในเวลานี้ผู้สูงอายุอาจต้องเก็บตัวอยู่บ้านเพื่อป้องกันตัวเองจากโรค แต่หากผู้สูงอายุคนไหน มีโรคประจำตัว และมีความเสี่ยงที่จะได้สัมผัสผู้ป่วย หรือไปพื้นที่เสี่ยงมาก อีกทั้งมีอาการแน่นหน้าอก หายใจลำบาก รู้สึกอ่อนเพลีย อาจต้องรีบส่งตัวไปโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันการช็อกจนหมดสติ หรือขาดอากาศหายใจได้

2.ไข้ขึ้นสูงมาก มีอาการหนาวสั่น

  • หากคุณมีผู้ป่วยอยู่ในบ้าน ที่มีอาการไข้ขึ้นสูง ถึงแม้จะปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยให้กินยาลดไข้ แต่ไข้กลับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บวกกับมีอาการหนาวสั่น อาจเสี่ยงทำให้ผู้ป่วยมีอาการช็อกและเสียชีวิตได้ ดังนั้นต้องรีบพาตัวไปโรงพยาบาลอย่างเร็วที่สุด หรือถ้าหากไม่สะดวกที่จะพาไปได้ ให้โทรศัพท์ไปที่ 1669

ปรึกษาคุณหมอ

3.สัมผัสหรือใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด-19 หรือเดินทางไปพื้นที่เสี่ยง

  • ใครที่รู้ตัวว่ามีความเสี่ยงที่จะได้รับการสัมผัสจากผู้ป่วยโควิด-19 หรือเพิ่งเดินทางกลับจากต่างประเทศ แถมมีอาการไข้ขึ้น เจ็บคอ และไอ คุณต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอาการโดยด่วน แต่ถ้าหากใครที่มีความเสี่ยงแต่ยังไม่แสดงอาการ
    อาจกักตัวอยู่บ้าน 14 วัน เพื่อรอดูว่าร่างกายจะแสดงอาการป่วยออกมาหรือไม่

โควิด-19 ระบาด ส่งผลเสียต่อเรื่องใดบ้าง

ผลกระทบจากโควิด-19 เริ่มส่งผลเสียให้เห็นหลายด้าน ประชาชนทั่วประเทศไทยได้รับความลำบากในการดำเนินชีวิตมากขึ้น เพราะมีหลายสถานที่ต้องปิดตัวลง และผู้คนห้ามออกมาชุมนุมหรือรวมตัวกัน อีกทั้งในเวลานี้ร้านค้าต้องซื้อกลับบ้านเท่านั้นไม่สามารถนั่งกินได้ ผู้คนเริ่มหวาดกลัวต่อโรคระบาดมากขึ้น ตามโรงพยาบาลเต็มไปด้วยผู้ป่วยและคนที่มีความกังวล การปฏิบัติตามนโยบาย Social Distance และการเก็บตัวอยู่บ้าน ดูจะเป็นวิธีที่ช่วยลดการระบาดได้ ลองมาดูกันดีกว่าว่าการระบาดของไวรัสโคโรน่า ส่งผลกระทบต่อเรื่องใดบ้าง

1.ผู้คนตกงาน

  • ผลเสียที่ร้ายแรงที่สุดในเวลานี้ของไวรัสโคโรน่า คือเรื่องการตกงาน มีหลายอาชีพที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้มาก โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวที่ไม่สามารถสร้างกำไรได้เลย นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางมาได้ ผู้คนเก็บตัวอยู่บ้านมากขึ้น ทำให้โรงแรมแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหว ต้องปิดตัวลงไป รวมไปถึงอาชีพที่ต้องอยู่ในที่สาธารณะ อย่างพนักงานในห้างสรรพสินค้าที่ต้องถูกปิดตัวลง ร้านอาหารต้องสั่งกลับบ้านอย่างเดียว จึงจำเป็นต้องลดพนักงาน ทำให้เห็นภาพรวมแล้วว่ามีผู้คนตกงานจำนวนมาก ทุกธุรกิจได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมกันหมด

2.ผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มมากขึ้นทุกวัน

  • เวลานี้ประเทศไทยมีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 สูงถึง 1427 หลาย และยังมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในทุกๆ วัน ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าในช่วงแรกที่ยังไม่มีมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมออกมา ยอดผู้ป่วยมีการเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลายคนหวาดกลัวและวิตกกังวลต่อโรคนี้มาก ทำให้หลายคนเริ่มเก็บตัวอยู่บ้านมากขึ้น ไม่ออกไปในจุดที่เป็นพื้นที่เสี่ยง ซึ่งความรุนแรงของโรคถึงแม้จะมีผู้เสียชีวิตในอัตราที่น้อย แต่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ กลับมีโอกาสหายยาก และสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ ทำให้หลายคนเลือกปฏิบัติตามนโยบาย เพราะไม่อยากติดเชื้อไวรัสโคโรน่านั่นเอง

3.ผู้คนไม่กล้าไปโรงพยาบาล

  • ในช่วงที่ไวรัสโคโรน่า ยังไม่ระบาด โรงพยาบาลก็เต็มไปด้วยผู้ป่วยจำนวนมาก แต่เมื่อมีไวรัสโคโรน่าทั้งคุณหมอและคุณพยาบาลต้องทำงานหนักขึ้นเป็นสองเท่า ยิ่งในเวลานี้ในโรงพยาบาลเต็มไปด้วยผู้ป่วยธรรมดาและผู้ป่วยที่มีโอกาสติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ ทำให้การไปโรงพยาบาลถือเป็นความเสี่ยงอย่างมาก หากคุณไม่ได้มีอาการหรือมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสโคโรน่ามาได้ ไม่ควรไปที่โรงพยาบาลเด็ดขาด เพราะปัจจุบันมีแอปพลิเคชันที่ช่วยให้คุณได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ชั้นนำได้ เช่นแอพ Raksa ถือเป็นทางเลือกที่ดีที่ช่วยให้คุณคลายความกังวลจากอาการของโรคต่างๆ ที่เป็นอยู่

4.เศรษฐกิจตกต่ำอย่างมาก

  • ผลกระทบจากไวรัสโคโรน่า ทำให้เกิดผลเสียในวงกว้าง ซึ่งเรื่องที่อาจทำทุกภาคส่วนต้องเจอกับปัญหา คือเรื่องที่เศรษฐกิจของประเทศไทยตกต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด เพราะไม่มีกำลังมากพอจะไปต่อสู้กับการแข่งขันและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว (Long-Term Economic Growth) และต้องทุ่มเงินจำนวนมหาศาลและทรัพยากรต่างๆ ไปกับการจัดการปัญหาโรคระบาด อีกทั้งประเทศมหาอำนาจอย่างจีน สหรัฐอเมริกา ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน ส่งผลให้เศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำพร้อมกันหมด

แอพ คุณหมอ โควิด

5.ธุรกิจยักษ์ใหญ่ปิดตัวลง

  • เมื่อทุกคนไม่สามารถออกจากบ้านไปไหนได้ ทำให้ธุรกิจต่างพากันล้มอย่างระเนระนาด ไม่พ้นธุรกิจใหญ่อย่างสายการบิน ที่ต้องออกมา Lay-off พนักงานจำนวนมาก อีกทั้งปิดให้บริการนานถึง 6 เดือน หลายๆ อาชีพที่ทำเงินได้สูงอย่างนักบิน หรือแอร์โฮสเตส ต้องถูกลดเงินเดือนไม่ต่ำกว่า 30-40 % รวมไปถึงโรงแรมชั้นนำในเมืองไทย ที่มีชื่อเสียงมายาวนานอย่างโรงแรมวินเซอร์ ที่ต้องปิดตัวลงเพราะพิษไวรัสโคโรน่า ซึ่งคนที่เสียประโยชน์มากที่สุด ก็คือประชาชนทุกคน เพราะเราต้องเสียการบริการที่ดีจากแบรนด์ที่เราชอบ รวมถึงสถานที่บริการที่เราให้ความพึงพอใจนั่นเอง

ใครที่รู้ตัวว่ามีปัญหาสุขภาพบ่อย แต่ไม่อยากเดินทางไปที่โรงพยาบาล แอปพลิเคชันพบหมอออนไลน์ คือคำตอบที่คุณตามหา สามารถเข้าไปขอคำแนะนำหรือรับการปรึกษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนใครที่มีอาการป่วยร้ายแรง ควรไปที่โรงพยาบาลทันทีเพื่อทำให้คุณได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ

Categories
LIFESTYLE SHOPPING

ออกกำลังกายอยู่บ้าน ด้วยอุปกรณ์ทั้ง 7 แบบไม่ง้อฟิตเนส

ออกกำลังกายอยู่บ้าน แบบไม่ง้อฟิตเนส

( ออกกำลังกายอยู่บ้าน แบบไม่ง้อฟิตเนส ) ช่วงก่อนโควิด-19 ระบาด หลายคนส่วนใหญ่เลือกกินอาหารสุขภาพ และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มีหุ่นที่สวยสมส่วน พร้อมการมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แต่เมื่อเกิดโรคระบาดไวรัสโควิด-19 ขึ้น หลายคนต้องเก็บตัวอยู่บ้าน ทำให้ห่างหายจากการออกกำลังกาย หุ่นที่เคยดี ก็เริ่มมีไขมันเข้ามาแทน ด้วยเหตุดังกล่าว จึงทำให้หลายคนเริ่มมองหาการออกกำลังกายง่ายๆ ที่บ้าน สำหรับคนที่อยากจะกลับมาฟิตหุ่นให้สวยเพรียวอีกครั้ง และวันนี้เราก็มี 5 อุปกรณ์ออกกำลังกายแบบไม่ต้องง้อฟิตเนสมาฝากกัน จะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันเลยค่ะ

คุณอาจสนใจบทความนี้ อ่านต่อ ฟ้าทะลายโจร ต้านโควิด-19 ได้จริงหรือไม่? 7 ข้อต้องรู้ก่อนเลือกกินฟ้าทะลายโจร

อุปกรณ์ออกกำลังกายง่ายๆ ฟิตร่างกายที่บ้านโดยไม่ง้อฟิตเนส

เมื่อตั้งใจจะออกกำลังกายที่บ้าน ว่าแต่คุณลองเช็กดูหรือยังว่าภายในบ้านมีอุปกรณ์ที่จะช่วยให้คุณออกกำลังกายได้อย่างมีประสิทธิภาพครบถ้วนหรือไม่ สำหรับคนที่ยังไม่รู้ว่าควรมีไอเท็มอะไรเด็ดๆ เพื่อช่วยให้การออกกำลังกายที่บ้านง่ายขึ้น เรามี 7 อุปกรณ์ออกกำลังกายง่ายๆ มาฝากกันแล้ว ดังนี้

1.เสื่อโยคะ

เสื่อโยคะ

เริ่มกันที่อุปกรณ์พื้นฐานที่ทุกคนควรมีติดบ้านไว้ อย่างเสื่อโยคะ เพราะการออกกำลังกายแบบโยคะ ร่างกายจะต้องติดกับพื้นตลอดเวลา ซึ่งเสื่อจะช่วยรองรับน้ำหนักและป้องกันอันตรายให้คุณจากพื้นผิวแข็งๆ ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ออกกำลังกายในกิจกรรมอื่นๆ เช่น การเวทเทรนนิ่ง การซิทอัพ การวิดพื้นได้เช่นกัน เรียกได้ว่าสารพัดประโยชน์

2.ดัมเบล

ดัมเบล

สำหรับหนุ่มๆ สายเพาะกล้าม และอยากมีหุ่นเฟิร์มๆ ไว้อวดสาวๆ ดัมเบลคืออุปกรณ์สำคัญที่ต้องมี เพราะดัมเบลถือเป็นตัวช่วยที่ดีในการสร้างกล้ามเนื้อแขน และกล้ามเนื้อหลังได้ อีกทั้งยังช่วยกระชับกล้ามเนื้อของคุณได้อย่างดี เป็นการเวทเทรนนิ่งแบบง่ายๆ ที่คุณสามารถทำได้ที่บ้าน

3.เชือกกระโดด

เชือกกระโดด

ต่อด้วยอุปกรณ์ที่หาง่าย ราคาถูก อย่างเชือกกระโดด ที่มีให้คุณเลือกหลายแบบ หลายราคา มีตั้งแต่ถูกมากจนแพงมาก แต่คุณภาพก็แตกต่างกันไป ใครที่อยากออกกำลังกายง่ายๆ ที่บ้าน ลองเริ่มจากกระโดดเชือก จะช่วยให้คุณเผาผลาญแคลอรีได้อย่างเต็มที่ แถมดีต่อสุขภาพร่างกายของคุณอีกด้วย

4.ลูกบอลออกกำลังกายลูกบอลออกกำลังกาย

ลูกบอลออกกำลังกาย จัดเป็นไอเท็มสำคัญที่สาวๆ ต้องมีติดบ้านไว้ เพราะช่วยให้การออกกำลังกายของคุณ มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เพราะเจ้าลูกบอลจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อและทำให้รูปร่างของคุณสมส่วน ช่วยกระชับไขมันบริเวณหน้าท้อง สะโพก ก้น แขนและขา แทบจะบริหารได้ทุกส่วนของร่างกาย ถือเป็นอุปกรณ์ที่คุ้มค่าต้องการลงทุนอย่างมาก

5.ยางยืดออกกำลังกาย

ยางยืดออกกำลังกาย

การบริหารร่างกาย สามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ และหลายอุปกรณ์ ซึ่งยางยืดออกกำลังกาย จะช่วยคุณบริหารกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนได้เช่นกัน อีกทั้งยังเล่นได้ง่าย มีราคาถูก แต่ให้ประสิทธิภาพอย่างดีเยี่ยม คุณสามารถเล่นได้หลายท่า ช่วยให้คุณมีสุขภาพแข็งแรง แต่สาวๆ คนไหนที่ยังเล่นไม่เก่ง แนะนำให้เปิดวิดีโอจากยูทูปแล้วทำตามทีละขั้นตอน จะช่วยให้คุณเล่นได้อย่างถูกท่าและเหมาะสมต่อร่างกาย

6.ฮูลาฮูป

ฮูลาฮูป

ตัวช่วยสุดเวิร์คสำหรับคุณสาวๆ ต้องยกให้กับ “ฮูลาฮูป” ถือเป็นตัวช่วยชั้นดี ที่จะช่วยคืนรูปร่างผอมเพรียวและหุ่นเอวเอส ให้กับสาวๆ ได้อย่างรวดเร็ว ใครที่มีปัญหาไขมันหน้าท้อง การเล่นฮูลาฮูปจะช่วยกำจัดไขมันบริเวณนั้นได้ แถมช่วยให้คุณมีสุขภาพดี และร่างกายแข็งแรง สาวๆ คนไหนที่ยังไม่มี ถือว่าพลาดมาก!

7.จานทวิส

จานทวิส

จานทวิสถือเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ออกกำลังกายที่จะช่วยให้คุณสามารถลดน้ำหนัก และมีรูปร่างที่สวยสมส่วนได้ง่ายๆ แถมยังทำให้มีเอว S ได้ง่ายอีกด้วยเช่นกัน เนื่องจากจานทวิสเล่นไม่ยาก เพียงขึ้นไปเหยียบบนจานแล้วหมุนบิดตัวไปมาขวา-ซ้าย อาจจะฟังเพลงจังหวะมันส์ๆ หรือดูซีรีส์เรื่องโปรดไปด้วยก็ได้ รับรองใช้เวลาสัก 30 นาที คุณจะได้รับการเบิร์นแคลอรีไปได้พอสมควรแน่นอน ทำทุกวันบ่อยๆ รูปร่างจะเปลี่ยนไป แถมสุขภาพก็ดีขึ้น ถือเป็นอุปกรณ์ที่เล่นง่าย เพลินๆ ที่ควรมีติดบ้านอย่างยิ่ง

7 วิธีออกกำลังกายที่บ้าน ได้ครบทั้งหุ่นสวย สุขภาพดี !

แม้หลายคนจะมองว่าการออกกำลังกายที่บ้านเป็นเรื่องยาก แถมจะต้องกังวลถึงพื้นที่ในการออกกำลังกาย และท่าทางที่จะถูกหลักหรือไม่ แต่แท้จริงแล้วการออกกำลังกายไม่ว่าจะที่ไหนก็ทำได้ง่ายมาก เพียงคุณเลือกกิจกรรมให้เหมาะสมต่อพื้นที่หรืออุปกรณ์ที่คุณมีอย่างจำกัด ก็จะช่วยให้คุณได้ออกกำลังกายที่บ้านได้ อีกทั้งเทคโนโลยีทันสมัยขึ้น คุณสามารถเปิดคลิปวิธีการเล่น หรือดูจากครูผู้สอนได้ ทำให้ไม่ต้องกังวลเลยว่าจะเล่นได้อย่างไม่ถูกต้อง ดังนั้นลองมาดูกันว่ากิจกรรมใดบ้างที่ช่วยให้คุณออกกำลังกายในบ้านได้

คุณอาจสนใจบทความนี้ อ่านต่อ โคโรน่าไวรัส ยังวิกฤต คนมีคู่ควรพัก เรื่องบนเตียงจริงไหม

1.เวทเทรนนิ่ง

สำหรับสายสุขภาพ เชื่อว่าต้องมีอุปกรณ์สำหรับเวทเทรนนิ่ง อย่างดัมเบล ติดบ้านไว้บ้าง เพราะจะช่วยให้คุณออกกำลังกายได้ง่าย ยามที่ไม่ได้ไปฟิตเนส ทำให้ในช่วงที่คุณต้องกักตัวอยู่บ้าน หากอยากฟิตหุ่นให้เฟิร์ม ไม่อยากปล่อยให้หุ่นต้องพัง การเวทเทรนนิ่งจะช่วยคงสภาพของหุ่นคุณไว้ได้ นอกจากจะช่วยสร้างกล้ามเนื้อแล้ว ยังทำให้ร่างกายคุณแข็งแรงอีกด้วย ยิ่งหากใครที่ยังไม่เคยเล่นมาก่อน อาจเริ่มง่ายๆ ด้วยการยกขวดน้ำปริมาณ 1-2 ลิตร ประมาณ 10-15 ที ยกสลับแขนไปมา 3 เซ็ท จะช่วยให้คุณออกกำลังกายทดแทนอุปกรณ์ในฟิตเนสได้เช่นกัน แถมเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว

2.กระโดดเชือก

ต่อมาคือการออกกำลังกายที่สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย อย่างการ “กระโดดเชือก” ที่หลายคนน่าจะมีอุปกรณ์นี้ติดบ้านเอาไว้ เพราะมีขนาดเล็กพกพาง่าย มีให้เลือกหลายแบบ ซึ่งหากคุณเลือกใช้เชือกแบบเส้นใหญ่ จะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกายได้อย่างดี เพราะเชือกจะหนักทำให้คุณต้องออกแรงเหวี่ยงเพิ่ม ซึ่งการกระโดดเชือก ช่วยให้คุณเบิร์นแคลอรี่ได้มากถึง 660-990 ต่อชั่วโมง โดยคุณต้องโดดไม่น้อยกว่า 120 ครั้งต่อนาที แต่สำหรับใครที่เป็นมือใหม่อาจเริ่มจะทีละน้อยและค่อยพัฒนาความเร็วไปเรื่อยๆ ได้

ออกกำลังกายที่บ้าน

3.โยคะ

กีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่สาวๆ ออฟฟิศ คนทำงานประจำ หรือแม่บ้านทั่วไป “โยคะ” ถือเป็นการออกกำลังกายที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การทำงานของคนเหล่านี้อย่างมาก เพราะสามารถเล่นได้ง่าย ประหยัดพื้นที่ แถมเต็มไปด้วยประโยชน์มากมาย ซึ่งใครที่เพิ่งเริ่มเล่นอาจต้องหาข้อมูล หรือคลิปวิดีโอสอนการเล่นทางยูทูป เพื่อให้คุณได้ฝึกเล่นตาม ส่วนคนที่มีทักษะอยู่แล้ว อาจดูแค่ท่าแล้วฝึกตามง่ายๆ ที่บ้าน เป็นการออกกำลังกายที่ดูเหมือนง่าย แต่กลับใช้สมาธิอย่างมาก ใครที่มีปัญหาการปวดเมื่อยตามตัว หรือเป็นออฟฟิศซินโดรม โยคะสามารถช่วยแก้ปัญหาให้คุณได้

4.แอโรคบิค / เต้นตามยูทูป

ใครที่เบื่อการออกกำลังกายแบบเดิมๆ อยากหาอะไรใหม่ๆ ทำ “การเต้น” เป็นวิธีการออกกำลังกายที่น่าสนใจอย่างมาก อีกทั้งช่วยทำให้คุณแข็งแรงไม่แพ้กีฬาอย่างว่ายน้ำ หรือฟุตบอล ฯลฯ การเต้นนอกจากจะทำให้คุณสนุกสนานแล้ว ยังส่งผลดีต่อหัวใจด้วย เพราะการเต้นช่วยบริหารหัวใจ การกำหนดลมหายใจ ที่ทำให้ร่างกายเป็นระบบมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดน้ำหนักได้อย่างดี เพราะมีผลการวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกา บอกว่าการเต้น สามารถเบิร์นแคลอรีได้เทียบเท่ากับ การปั่นจักรยานและการวิ่ง จึงไม่แปลกที่จะเห็นสาวๆ หลายคนเริ่มออกมาเต้นกันมากขึ้น

5.เล่นฮูลาฮูป

เอาใจคุณสาวๆ ที่ไม่อยากปล่อยให้ตัวเองอ้วนเกินไป อยากออกกำลังกายง่ายๆ ในห้องนอนได้ การเล่นฮูลาฮูปถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้แรงมากนัก แต่ต้องมีสมาธิและโฟกัสกับห่วงที่เอวอย่างตั้งใจ แถมฮูลาฮูป ยังช่วยให้คุณเผาผลาญไขมันได้อย่างดีเยี่ยม หากคุณเล่นฮูลาฮูป 1 ชั่วโมง สามารถเบิร์นแคลอรีได้มากถึง 400 แคลด้วยกัน และอาจสูงถึง 600 อยู่ที่ความเร็วและความแรงในการควบคุม สาวๆ คนไหนอยากมีกล้ามท้อง หรือลดไขมันตรงพุง ลองเล่นฮูลาฮูป รับรองซิกแพคมาแน่

เล่นฮูลาฮูป

6.ว่ายน้ำ

สำหรับคนที่มีสระว่ายน้ำส่วนตัว แต่แทบไม่มีโอกาสได้ว่ายเลย เนื่องจากต้องทำงานไม่มีเวลามากนัก ในช่วงนี้ที่คุณต้องกักตัวอยู่บ้าน ถือเป็นโอกาสอันดี ที่คุณจะได้ออกกำลังกายโดยการว่ายน้ำ อย่างที่ทราบกันว่าการว่ายน้ำ เป็นการออกกำลังกายที่ได้ผลดีที่สุด เพราะคุณสามารถบริหารกล้ามเนื้อได้ทุกส่วนของร่างกายไปพร้อมๆ กัน อีกทั้งยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค และเสริมภูมิต้านทานได้อย่างดีเยี่ยม แถมการว่ายน้ำยังช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายได้ แต่ขอย้ำว่าคุณต้องว่ายอยู่ในสระของที่บ้าน ไม่ควรออกไปว่ายตามสระว่ายน้ำสาธารณะในช่วงโรคระบาดนี้

7.การทำงานบ้าน / จัดโต๊ะทำงาน

จำได้หรือไม่ ครั้งสุดท้ายที่คุณทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ หรือที่เรียกกว่า “Big Cleaning Day” คือเมื่อไหร่? ซึ่งแน่นอนว่าหลายๆ บ้านห่างหายจากการทำความสะอาดบ้านครบทุกซอกทุกมุม เพราะไม่มีเวลามากขนาดนั้น แต่ในช่วงนี้คุณมีเวลาเหลือเฟือที่จะทำให้บ้านกลับมาสะอาด และปราศจากเชื้อโรค อย่างที่ทุกคนทราบกันว่าไวรัสสามารถติดผ่านเสื้อผ้าหรือของใช้ของคุณได้ และไม่แน่ว่าในบ้านคุณอาจมีไวรัสซ่อนอยู่ ดังนั้นการลุกขึ้นมาเก็บของที่ไม่ใช้แล้วเข้าที่ เช็ด กวาด ถู ลงน้ำยาทำความสะอาดเรียบร้อย จะทำให้คุณมั่นใจได้อย่างเต็มที่ว่า บ้านของคุณสะอาดปราศจากเชื้อไวรัส 100%

ข้อดีของการออกกำลังกายที่บ้าน

การออกกำลังกายเต็มไปด้วยประโยชน์มากมาย ถึงแม้คุณจะไม่ได้ออกกำลังกายในฟิตเนส สนามหญ้า หรือสถานที่เฉพาะ แต่เป็นการออกกำลังกายง่ายๆ ที่บ้าน ก็จะช่วยให้คุณได้ผลดีต่อร่างกายได้เช่นกัน เพราะการออกกำลังกาย เปรียบเสมือนยาวิเศษที่ช่วยบำรุงร่างกาย ฟื้นฟูสุขภาพ และทำให้รูปร่างของคุณสมบูรณ์แข็งแรง ดังนั้นลองมาดูข้อดีของการออกกำลังกายที่บ้านกัน

1.ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19

เพราะไวรัสจะแสดงอาการได้ดีกับผู้ป่วยที่มีร่างกายอ่อนแอ ดังนั้นการที่คุณหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และรักษาสุขภาพ สุขอนามัย เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะทำให้คุณติดเชื้อโควิด-19 ได้ แต่อย่าชะล่าใจ เพราะมีนักกีฬาดังหลายต่อหลายคนที่ติดโรคนี้ แต่สิ่งที่เห็นได้ชัด คือคนที่แข็งแรงจะสามารถต่อสู้กับโรคได้อย่างดี และสามารถหายจากอาการป่วยได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

2.ออกกำลังกายได้ทันที

หลายคนมักพูดเสมอว่า ฉันต้องไปออกกำลังกาย พรุ่งนี้จะเริ่มไปวิ่ง จะเข้าฟิตเนส แต่พอถึงเวลาจริงก็ไม่ได้ไปสักที จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แต่ก็ไม่เกิดการลงมือทำ ซึ่งในช่วงสถานการณ์แบบนี้ หลายคนเลือกออกกำลังกายที่บ้านมากขึ้น เพราะสามารถลงมือทำได้ทันที และสะดวกรวดเร็ว ยิ่งหากมีอุปกรณ์ครบถ้วน จะทำให้การตัดสินใจลุกขึ้นมาออกกำลังกาย เป็นไปได้ง่ายกว่า การต้องตัดสินใจไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสนั่นเอง

3.ไม่ต้องเจอกับอากาศร้อนจัด

ในช่วงหน้าร้อนแบบนี้ ประเทศไทยจะมีสภาพอากาศที่ร้อนอย่างมาก ก้าวขาออกจากบ้านแต่ละทีแทบไหม้ ทำให้การออกกำลังกายอยู่บ้าน จะช่วยทำให้ผิวพรรณของคุณไม่ถูกทำลายจากแสงแดด อีกทั้งไม่เสี่ยงต่อการเกิดฮีทสโตรก หรืออาการที่ร่างกายมีความร้อนมากเกินไปนั่นเอง ดังนั้นการออกกำลังกายอยู่บ้านจะช่วยให้คุณไม่ต้องออกไปเสี่ยงกับโรคต่างๆ เหล่านี้ได้

ออกกำลังกายที่บ้าน-โควิด

4.ออกได้ไม่จำกัดเวลา

บางครั้งการไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส อาจมีเวลาเปิดปิด ทำให้บางคนไม่สามารถไปออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอ อาจเป็นด้วยไลฟ์สไตล์ ที่มีเวลาการทำงานที่ไม่แน่นอน แต่เมื่อคุณได้ออกกำลังกายที่บ้าน คุณสามารถดีไซน์แผนการออกกำลังกายได้ทุกรูปแบบ อีกทั้งออกกำลังกายได้ตลอดเวลา ไม่ต้องกังวลว่าจะดึกไป หรือเช้าเกินไป แต่จงจำไว้การพักผ่อนที่เพียงพอ จะช่วยให้ร่างกายของคุณสมบูรณ์แข็งแรงนั่นเอง

5.ไม่ต้องเสียเงินไปกับการเข้าฟิตเนส

หลายคนที่เคยสมัครเป็นเมมเบอร์ฟิตเนสก็อาจจะต้องเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ หากติดวิกฤตโควิด แต่หากที่ยังไม่ได้สมัครและหันมาออกกำลังกายอยู่ที่บ้านในช่วงวิกฤตนี้ คุณจะพบว่าการได้ออกกำลังกายที่บ้านนั้น ไม่ต้องทำให้คุณต้องสิ้นเปลืองเงินไปกับการสมัครเข้าเล่นฟิตเนสแต่อย่างใด รวมถึงไม่ต้องเส้นเปลืองเงินและเวลาในการเดินทางไปฟิตเนสด้วย เผลอๆ บางรายอาจจะต้องจ้างเทรนเนอร์ให้เปลืองมากขึ้นไปอีก แต่หากคุณออกที่บ้านด้วยตนเอง โดยอาจจะเปิดดูคลิปการออกกำลังกายตามยูทูปแล้วทำตาม รับรองเลยว่าคุณจะรู้สึกสนุกและติดใจ แม้ว่าโควิดผ่านไป คุณก็อาจจะไม่อยากไปออกกำลังกายนอกบ้านแล้วก็เป็นได้

ข้อควรระวังในการออกกำลังกายที่บ้าน

แม้ว่าการออกกำลังกายจะส่งผลดีต่อร่างกายมากมาย แต่ถ้าคุณออกกำลังกายได้ไม่ถูกวิธี หรือเกินความต้องการของร่างกาย อาจส่งผลให้คุณเกิดอาการบาดเจ็บ หรือเป็นปัญหาสุขภาพได้ ดังนั้นลองมาดูข้อควรระวังในการออกกำลังกายที่บ้าน เพื่อช่วยให้คุณออกกำลังกายได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

1.กล้ามเนื้ออักเสบ

หลายคนที่รู้สึกผิดต่อร่างกาย เพราะในช่วงนี้มีการกินอาหารที่มากเกินไป เลยทำให้เกิดความรู้สึกอยากออกกำลังกายและกำจัดไขมันส่วนเกินออกไปทั้งหมด จึงทำให้หักโหมกับการออกกำลังกายอย่างมาก ซึ่งการออกกำลังกายที่มากเกินไป จะเกิดความเสี่ยงที่กล้ามเนื้อของคุณจะบาดเจ็บได้ โดยเฉพาะหนุ่มๆ ที่ชอบเวทเทรนนิ่งการยกน้ำหนักที่มากเกินไป จะทำให้กล้ามเนื้อฉีกได้ ดังนั้นจงออกกำลังกายแต่พอดี และเหมาะสมต่อร่างกายของคุณ

2.อาจไม่สะดวกต่อสภาพแวดล้อมรอบข้าง

การออกกำลังกายที่บ้าน หากคุณเล่นโดยไม่ศึกษาหรือขาดความเข้าใจ อาจเกิดความเสี่ยงที่จะทำให้ข้าวของในบ้านเสียหายได้ อย่างเช่น ลูกบอลออกกำลังกาย หากคุณสาวๆ เล่นผิดวิธี อาจทำให้ลูกบอลกระเด้งไปทั่วห้อง เสี่ยงจะทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ภายในบ้านของคุณหล่นลงมาได้ หรือการเล่นกระโดดเชือก ซึ่งการกระโดดโดยเฉพาะคนที่อยู่หอพักจะต้องระวังสักนิด เพราะอาจจะทำให้คนที่อยู่ชั้นล่างรู้สึกรำคาญได้เช่นกัน

3.ออกกำลังกายได้ไม่ตรงจุด

เมื่อคุณขาดความรู้และความเข้าใจในการออกกำลังกาย จะส่งผลให้การออกกำลังกายของคุณไม่มีประสิทธิภาพได้ ยกตัวอย่างเช่น การเวทเทรนนิ่ง หากยกไม่ถูกท่า หรือใส่น้ำหนักที่น้อยเกินไป อาจทำให้ร่างกายไม่สามารถสร้างกล้ามเนื้อใหม่ได้ ส่งผลให้การออกกำลังกายของคุณไม่เกิดประโยชน์ ดังนั้นศึกษาวิธีการออกกำลังกาย ก่อนการลองเล่นทุกครั้ง

การอออกำลังกายที่้บ้าน

4.ออกกำลังกายได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

บางคนที่เคยไปออกกำลังกายตามฟิสเนส หรือไปวิ่งตามสวนสาธารณะ เมื่อตั้งใจออกนอกบ้านแล้วทั้งทีก็อาจจะฟิกส์เวลาในการออกอย่างเต็มที่ แต่เมื่อต้องออกกำลังกายอยู่บ้าน บวกกับมีเวลาได้กินเยอะมากกว่าปกติ ก็อาจทำให้หลายคนรู้สึกขี้เกียจ ติดสบายจนเริ่มเคยตัว และขาดวินัยในการออกกำลังกายหรือออกน้อยลงนั่นเอง หากออกก็อาจจะออกในระยะเวลาที่น้อยลงด้วย ทำให้การออกกำลังกายอยู่กับบ้านเป็นไปอย่างไม่เต็มประสิทธิภาพ เมื่อเทียบเท่ากับการไปออกนอกบ้านที่รู้สึกว่ามีไฟในการออกมากกว่า

และนี่ก็คือ ข้อควรระวังในการออกกำลังกายอยู่ที่บ้าน ซึ่งถือว่าเป็นข้อเสียเลยก็ว่าได้ แต่ทั้งนี้คุณสามารถรับมือได้ไม่ยาก เพียงหันมาปรับพฤติกรรมของตนเองใหม่ เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพอย่างแท้จริงนั่นเอง

สำหรับคนที่กักตัวอยู่บ้านเพื่อหนีโควิด-19 อย่าลืมลุกขึ้นมาออกกำลังกายง่ายๆ ตามที่เราแนะนำในข้างต้น ก็จะช่วยให้คุณมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีสุขภาพจิตที่แจ่มใส อีกทั้งช่วยกู้คืนหุ่นดีๆ ให้กลับมาอย่างรวดเร็ว ใครที่กำลังขี้เกียจ อย่าปล่อยให้ไขมันรุกรานร่างกายคุณ ลุกขึ้นมาออกกำลังกายแบบด่วนๆ จะดีกว่า

Categories
LIFESTYLE SHOPPING

ประกันสุขภาพของ working women ควรเลือกซื้อประกันแบบไหนดี?    

ประกันสุขภาพของ working women ควรเลือกซื้อประกันแบบไหนดี?    

( ประกันสุขภาพของ working women ควรเลือกซื้อประกันแบบไหนดี? )ประกันสุขภาพถือว่าเป็นหนึ่งในตัวช่วยเรื่องสุขภาพของคนทำงาน เพราะจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเรื่องการรักษาพยาบาล โรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัวได้ ถ้าไม่มีประกันสุขภาพเตรียมพร้อมไว้ เมื่อล้มป่วยลงคุณอาจจะต้องจ่ายเองเต็มๆ ดังนั้นถ้ามีประกันสุขภาพไว้เมื่อเกิดโรคขึ้นกับตัวคุณหรือเป็นเพียงแค่อาการเจ็บป่วยเล็กน้อย ก็จะได้รับการดูแลจากทางโรงพยาบาลที่คุณเลือกไว้ทันที โดยเฉพาะในกลุ่มของ Working Woman หรือกลุ่มผู้หญิงทำงานที่ต้องเผชิญกับความเครียดอยู่เสมอ การพักผ่อนน้อย และการใช้ชีวิตที่เร่งรีบในทุกๆ วัน อาจจะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ ดังนั้นการเลือกซื้อประกันสุขภาพจึงถือว่ามีความสำคัญต่อกลุ่มผู้หญิงวัยทำงานเป็นอย่างมากเช่นกัน

คุณอาจสนใจบทความนี้ อ่านต่อ หน้ากากอนามัยแบบผ้าดีไหม? วัสดุแบบไหนป้องกันโควิด-19 ได้จริง

เลือกซื้อประกัน

เลือกซื้อประกันสุขภาพของ Working Woman ควรเลือกทำประกันแบบใดบ้าง

Working Woman คือ กลุ่มผู้หญิงวัยทำงานที่เป็นทั้งผู้หญิงโสดกับผู้หญิงที่แต่งงานมีครอบครัวและมีบุตรแล้ว ซึ่งผู้หญิงลักษณะนี้จะเน้นเรื่องใช้ชีวิตที่สนุกไปกับการทำงาน มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และมักจะมีการทำกิจกรรมต่างๆ ในวันหยุด เพราะผู้หญิงทำงานส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบปล่อยเวลาให้ตัวเองว่างจนเกินไป ดังนั้นการเลือกซื้อประกันสุขภาพจึงควรเลือกอย่างเหมาะสมต่อทุกกิจกรรมภายในชีวิต พร้อมช่วยเสริมให้ผู้หญิงในวัยทำงานมั่นใจต่อการดูแลและรักษาสุขภาพของตัวเองมากยิ่งขึ้น ดังนั้นลองมาดูว่า Working Woman ควรเลือกทำประกันแบบใดบ้าง

คุณอาจสนใจบทความนี้ อ่านต่อ โควิด19 หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ทำงานที่บ้านได้ง่ายๆ ด้วย 7 แอพ

1.ประกันสุขภาพและโรคร้าย

สำหรับการทำประกันสุขภาพและโรคร้ายต่างๆ ถือว่ามีความจำเป็นอันดับหนึ่งสำหรับผู้หญิงในวัยทำงาน เพราะด้วยความเครียดและการใช้ชีวิตแบบเร่งรีบในทุกๆ วัน อาจทำให้คุณละเลยต่อการดูแลสุขภาพ ที่สำคัญคืออายุที่เพิ่มมากขึ้นทุกวันย่อมนำพาโรคต่างๆ มาด้วย ดังนั้นการวางแผนเพื่อรักษาตัวเองในอนาคตแบบไม่กระทบเงินเก็บของตัวเองมากจนเกินไป ด้วยการทำประกันนี้จะถือว่าให้ความคุ้มค่าอย่างมาก

สำหรับการทำประกันสุขภาพทั่วไปคือเมื่อคุณเจ็บป่วย หรือต้องผ่าตัดแบบฉุกเฉินก็สามารถใช้ประกันได้อย่างคุ้มค่า แต่ถ้าคุณมองว่าในอนาคตอาจจะเกิดโรคร้ายบางอย่างกับตัวคุณก็สามารถเลือกการทำประกันแบบเจาะจงหรือประกันที่ให้ความคุ้มครองโรคร้ายต่างๆ โดยเฉพาะ เมื่อเกิดโรคร้ายนั้นขึ้นกับคุณก็สามารถเข้าทำการรักษาตัวได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องสำรองเงินก่อนเพราะทางประกันจะจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าผ่าตัด และค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้กับคุณตามที่คุณได้เลือกการคุ้มครองไว้ ดังนั้นการเลือกประกันด้านสุขภาพและโรคร้ายจึงถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก

การเลือกซื้อประกัน

2.ประกันสุขภาพแบบออมเงินได้

ประกันแบบออมเงินจะมาในรูปแบบของความคุ้มครองในเรื่องของสุขภาพไปพร้อมกับการวางแผนทางการเงิน หรืออาจจะเป็นรูปแบบของการออมเงินเพียงอย่างเดียว ซึ่งประกันออมเงินในลักษณะนี้จะได้รับเงินคืนเมื่อครบอายุสัญญาที่ช่วงอายุ 90 ปี และจะเน้นจ่ายเบี้ยประกันภัยในระยะสั้นเพียงแค่ 7 ปีเท่านั้น เมื่อครบวาระตามสัญญาแล้วคุณจะได้รับเงินคืน ไม่ว่าคุณจะเป็น Working Woman แบบสาวโสดหรือเป็นคนมีครอบครัวแล้ว ถ้าทำประกันออมทรัพย์ตัวนี้จะช่วยทำให้คุณได้รับความคุ้มค่ามากขึ้น โดยตัวประกันจะมีให้เลือกเก็บเงินแบบคุ้มค่าตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท ที่สำคัญคือสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ในจำนวนสูงอีกด้วย ทั้งยังให้ความคุ้มค่าต่อผู้ที่ต้องการเงินเก็บไว้ใช้ในช่วงเกษียณหรือทิ้งไว้ให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานได้เป็นอย่างดี

3.ประกันสุขภาพสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ

ประกันสุขภาพเพื่อผู้หญิงจะเน้นเรื่องโรคของผู้หญิงโดยเฉพาะและโรคที่เกิดบ่อยครั้ง เช่น โรคเนื้องอกในมดลูก, โรคกระเพาะอาหาร, โรคช่องคลอดอักเสบ, โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และโรคช็อกโกแลตซีสต์ในช่องท้อง เป็นต้น โรคเหล่านี้ถือว่าผู้หญิงจะเป็นกันจำนวนมากและเป็นบ่อยครั้งที่สุด โดยจะให้ความคุ้มครองจากแผนประกันสุขภาพของผู้หญิงโดยเฉพาะ จึงจะเน้นรักษาและคุ้มครองแบบตรงโรคที่สุด เมื่อต้องเข้าทำการรักษาและถ้าต้องมีการผ่าตัดก็จะจ่ายตามจริง  คุณจึงสามารถรักษาเฉพาะโรคของผู้หญิงได้อย่างไม่ต้องกังวลค่าใช้จ่ายมากจนเกินไป

4.ประกันสุขภาพสำหรับบุคคลอันเป็นที่รักแบบประกันพ่วง

สำหรับการทำประกันเพื่อบุคคลอันเป็นที่รัก จะไม่ใช่การทำประกันโดยตรงกับทางตัว Working Woman แต่จะเป็นการทำประกันให้กับบุตรหรือพ่อ-แม่ โดยจะมีทั้งแบบทำแยกออกมาและทำแบบประกันพ่วงได้ เช่น ถ้าคุณเป็นผู้หญิงทำงานที่เลือกทำประกันสุขภาพและโรคร้าย คุณก็สามารถทำประกันพ่วงในลักษณะเดียวกันกับบุตรหรือพ่อแม่ได้เช่นกัน ซึ่งผลประโยชน์ที่จะได้รับคือการจ่ายเบี้ยประกันที่ไม่สูงมาก แต่ได้รับการคุ้มครองแบบคุ้มค่าและยังนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ถือว่าเป็นการเตรียมความพร้อมให้แก่บุคคลอันเป็นที่รัก เพราะถ้าคุณเกิดต้องเสียชีวิตลงประกันจะมอบวงเงินประกันทั้งหมดที่คุณทำไว้แก่บุคคลอันเป็นที่รัก แต่ถ้ากลับด้านกันกลายเป็นว่าบุคคลอันเป็นที่รักของคุณต้องสูญเสียชีวิตแทน เงินประกันตัวนี้ก็จะถูกมอบให้คุณทันที

การเลือกซื้อประกันสุขภาพ

5.ประกันสุขภาพของสาวออฟฟิศ

ประกันสุขภาพสำหรับสาวออฟฟิศที่เป็นมนุษย์เงินเดือน แต่ทางบริษัทไม่มีเรื่องของสวัสดิการค่ารักษาแบบประกันกลุ่ม คุณก็จะสามารถเลือกทำประกันสุขภาพแบบมนุษย์เงินเดือนหรือสาวออฟฟิศได้ด้วยตัวคุณเอง ซึ่งประกันตัวนี้จะไม่กระทบต่อค่าใช้จ่ายและเงินเก็บของตัวคุณ พร้อมให้การคุ้มครองค่ารักษาโรคสูงหลักแสนบาท แต่จะเป็นการคุ้มครองเรื่องการรักษาโรคทั่วไปแล้วเน้นในเรื่องของการให้สิทธิประโยชน์และการคุ้มครองที่เหมาะสมต่อไลฟ์สไตล์ในแบบผู้หญิง ความโดดเด่นของประกันชนิดนี้คือสามารถเข้ารักษาได้ทันทีแบบไม่ต้องสำรองเงินจ่ายก่อน ทั้งยังคุ้มครองเรื่องค่ารักษาผู้ป่วยนอก อีกครั้งละ 1,000 บาท นอกจากนี้ยังคุ้มครองไปจนถึงอุบัติเหตุฉุกเฉินที่ทางประกันจะจ่ายให้แบบครอบคลุมอีกด้วย

5 ข้อดีของการทำประกันสุขภาพเพื่อ Working Woman

การทำประกันของ Working Woman หรือผู้หญิงในวัยทำงาน จะช่วยเรื่องของความคุ้มค่าด้านการรักษาสุขภาพและการรักษาโรคต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด มาพร้อม 5 ข้อดีที่สาววัยทำงานควรรู้ คือ

1.ลดความกังวลเรื่องค่ารักษาฉุกเฉิน

เมื่อคุณทำประกันสุขภาพแล้ว จะลดความกังวลในเรื่องของค่าใช้จ่ายฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้แบบไม่ทันตั้งตัว ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยแบบกะทันหันหรือต้องเข้ารับการผ่าตัดแบบฉุกเฉิน โดยทางประกันจะคุ้มครองค่าใช้จ่ายแบบครอบคลุม ทั้งค่ารักษาพยาบาล, ค่าห้องพัก, ค่าเครื่องมือทางการแพทย์ และค่าบริการทั่วไป แม้กระทั่งการเกิดอุบัติเหตุแบบฉุกเฉิน คุณก็จะได้รับการรักษาทันที โดยมีทางประกันเป็นผู้จ่ายให้ทั้งหมด จึงช่วยให้คุณลดความกังวลเรื่องค่ารักษาแบบฉุกเฉินได้เป็นอย่างดี

2.ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที

เมื่อคุณต้องได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีหรือเกิดอาการที่ต้องรักษาฉุกเฉิน คุณจะสามารถเข้าโรงพยาบาลและได้รับการรักษาทันที โดยจะมีบุคลากรทางการแพทย์ที่พร้อมรักษาคุณอย่างเต็มที่และไม่ว่าคุณจะเจ็บป่วยด้วยอาการใด คุณก็จะได้รับการคุ้มครองจากทางประกันด้วยเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณเข้าโรงพยาบาลทางประกันจะทำการชำระค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้แก่คุณ ทั้งยังมีค่าเดินทางในการย้ายโรงพยาบาลฟรีอีกด้วย (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์และแต่ละบริษัทประกัน)

เลือกซื้อประกันworking women

3.รักษาตรงจุดด้วยแพทย์เฉพาะทาง

ถ้าคุณเลือกรักษาโรคร้ายหรือโรคแบบเฉพาะทาง เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินใดๆ ก็ตาม รวมไปถึงการเข้าผ่าตัดฉุกเฉิน คุณจะได้รับรักษาอย่างตรงจุดที่สุดจากแพทย์เฉพาะทางและบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะด้าน คุณจึงสามารถเข้ารักษาได้อย่างมั่นใจและมีพยาบาลพร้อมดูแลคุณตลอดเวลาอีกด้วย

4.ออมเงินได้

เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าให้กับผู้ทำประกัน จึงเกิดเป็นรูปแบบของประกันสุขภาพที่สามารถออมเงินได้ในตัว เมื่อครบตามสัญญาแล้วคุณไม่ได้เป็นโรคร้ายใดๆ หรือไม่ได้เข้ารักษาบ่อยครั้ง คุณก็สามารถรับเงินคืนเมื่อครบสัญญาได้ทันที ซึ่งเงินตัวนี้คุณสามารถนำมาเก็บไว้เพื่อเป็นเงินในยามเกษียณหรือจะยกให้เป็นมรดกแก่ลูกหลานต่อไปได้เช่นกัน

5.ลดหย่อนภาษีได้

อีกหนึ่งความคุ้มค่าของการทำประกันสุขภาพ คือ สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ โดยเฉพาะคนทำงานสามารถนำประกันสุขภาพของคนในครอบครัวและตัวคุณเองไปช่วยในการลดหย่อนภาษีได้ทั้งหมด ซึ่งประกันสุขภาพที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ คือ ประกันสุขภาพทั่วไป, ประกันโรคร้าย, ประกันอุบัติเหตุ และประกันสุขภาพระยะยาว โดยสามารถใช้ได้ทั้งประกันของตัวคุณและประกันของคนในครอบครัวที่จะสามารถลดหย่อนภาษีได้ไม่เกินปีละ 15,000 บาท เมื่อรวมเบี้ยประกันแล้วจะต้องไม่เกิน 100,000 บาท จึงถือว่าเป็นสิทธิประโยชน์ของการทำประกันสุขภาพที่ถือว่าให้ความคุ้มค่าสูงเลยทีเดียว

ทำประกันแบบไหนดี

ถ้าคุณเป็น Working Woman หรือผู้หญิงทำงานที่ต้องการเตรียมความพร้อมด้านสุขภาพให้กับตัวเอง คุณควรเลือกทำประกันสุขภาพที่จะช่วยทำให้คุณได้รับการคุ้มครองเมื่อต้องเข้ารับการรักษา พร้อมได้รับความคุ้มค่าในเรื่องของเงินประกันที่คุณสามารถเก็บรักษาไว้เป็นเงินสะสมในช่วงวัยเกษียณและยังสามารถยกเงินนี้ให้กับลูก-หลาน เพื่อเป็นทุนในการใช้ชีวิตต่อไปได้อีกด้วย

Categories
LIFESTYLE

โควิด19 หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ทำงานที่บ้านได้ง่ายๆ ด้วย 7 แอพ

โควิด19 หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ทำงานที่บ้านได้ง่ายๆ ด้วย 7 แอพ

( โควิด19 หยุดเชื้อ เพื่อชาติ ทำงานที่บ้านได้ง่ายๆ ด้วย 7 แอพ ) Covid-19 กำลังระบาดอย่างหนัก หลายคนทำงานแบบ Work from home กันมากขึ้น เพราะถึงสถานการณ์จะไม่สู้ดีนัก แต่ภาระงานกลับเยอะขึ้นกว่าเดิม ดังนั้นเราต้องเตรียมตัวรับมือกับการทำงานให้พร้อม เนรมิตห้องนอนให้กลายเป็นห้องทำงานที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และไม่ลืมที่จะมีแอปพลิเคชันที่จะช่วยให้การทำงานของคุณเป็นไปง่ายขึ้น สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมใดบ้างที่ต้องมีติดคอมพิวเตอร์ของคุณไว้ วันนี้เราก็มี 7 แอพที่จะช่วยให้คุณทำงานง่ายขึ้น มาบอกกันแล้วดังนี้

คุณอาจสนใจบทความนี้ คลิกอ่าน ฟังเพลงไปด้วย ทำงานไปด้วยช่วยให้การทำงานดีขึ้นหรือไม่?

ทำงาน WFH

ทำไมต้องใช้แอพ การใช้แอพช่วยงานมีข้อดีอย่างไร?

หลายคนที่ชินกับการทำงานที่ออฟฟิศ อาจปรับตัวได้ยาก เมื่อต้องเปลี่ยนมาทำงานแบบ Work from home มากขึ้น เพราะมองว่าการทำงานผ่านแอปพลิเคชันเป็นเรื่องยาก เนื่องจากมีความซับซ้อนมากมาย แต่หากคุณลองเปิดใจ และเรียนรู้วิธีการทำงาน จะเห็นว่าแท้จริงแล้ว การทำงานผ่านแอปพลิเคชันก็ไม่ต่างจากการทำงานที่ออฟฟิศมากนัก เพียงแค่บรรยากาศหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวคุณได้เปลี่ยนไปแค่นั้น แถมประสิทธิภาพในการทำงานก็ไม่ได้ลดลงอย่างที่คุณคิด ดังนั้น ลองมาดูข้อดีของการใช้แอพในการทำงานกันดีกว่า

คุณอาจสนใจบทความนี้ คลิกอ่าน ประกันสุขภาพของ working women ควรเลือกซื้อประกันแบบไหนดี?  

1.สื่อสารได้อย่างสะดวก รวดเร็ว

  • สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการทำงาน คือการสื่อสาร เมื่อทุกคนในออฟฟิศต้องทำงานที่บ้าน อาจทำให้การสื่อสารภายในองค์กร เกิดความยุ่งยากมากขึ้น อีกทั้งการพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก็ยังเป็นไปไม่ค่อยสะดวก แต่หากคุณมีแอปพลิเคชัน อย่าง Zoom, Webx ก็อาจช่วยให้การสื่อสารของคุณรวดเร็ว และสามารถเห็นหน้ากันได้ครบทุกคน ไม่ว่าจะประชุมงาน คุยงาน หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก็สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ช่วยให้คุณดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพไม่ขาดช่วงต่อและการติดต่อกับเพื่อนร่วมทีม

2.ลดการติดเชื้อโควิด-19

  • หากคุณเลือกที่จะไม่ใช้แอปพลิเคชันในการทำงานที่บ้าน แต่เลือกออกไปทำงานจริงที่ออฟฟิศ ย่อมทำให้คุณเกิดความเสี่ยงในการติดโรคโควิด-19 มากขึ้น อีกทั้งการทำงานในออฟฟิศก็ใช้แอปพลิเคชัน ที่คุณสามารถโหลดขึ้นเองที่บ้านได้ แตกต่างกันเพียงแค่สภาพแวดล้อมเท่านั้น ดังนั้นลดการออกจากบ้านและทำงานแบบ Work from home จะดีที่สุด คุณอาจเข้าออฟฟิศเพียงแค่ไปประชุมใหญ่ หรือมีธุระสำคัญเท่านั้น เพราะตอนนี้นโยบายหลักของรัฐบาล คือการรณรงค์ให้ทุกคนออกจากบ้านน้อยที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเป็นวงกว้าง

3.ฟังก์ชันหลากหลาย

  • ด้วยความที่เทคโนโลยีในปัจจุบันมีความก้าวหน้า และทันสมัยอย่างมาก สอดคล้องกับประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล 5.0 ทำให้เรื่องของการสื่อสารและแอปพลิเคชันมีความหลากหลาย ในเวลานี้หากคุณต้องการจะคุยกับเพื่อนร่วมงาน เพียงมีแอปพลิเคชันที่เหมือนกันทุกคน ก็สามารถพูดคุยและสื่อสารได้ตามปกติ อีกทั้งยังสามารถบันทึกการสนทนา หรือเปิดกล้องให้เห็นหน้าได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังสามารถแชร์สิ่งที่คุณกำลังดูหรือข้อมูลต่างๆ ให้เพื่อนเห็นได้ทันที ทำให้การสื่อสารของคุณทันกันอยู่เสมอ ไม่ได้เว้นระยะห่างเหมือนกับนโยบาย Social distance นั่นเอง

covid-wfh

4.เก็บข้อมูล และบันทึกสถิติได้อย่างแม่นยำ

  • แม้ว่าหลายคนเชื่อว่ามนุษย์สามารถจดจำรายละเอียดได้ดีกว่าเครื่องจักร แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมาก เพียงคุณมีแอปพลิเคชันเดียวในมือถือ ก็สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลการทำงานของคุณได้ อย่างเช่น Google Drive ที่คุณสามารถเก็บบันทึกงานหรือสถิติต่างๆ และเปิดดูได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องพกพาเอกสารให้ยุ่งยากอีกต่อไป นอกจากนี้ยังทำให้ชีวิตคุณง่ายยิ่งขึ้น เพราะสามารถใช้คำนวณตัวเลขต่างๆ ได้ เพราะในแอปพลิเคชัน มีฟังก์ชันที่ช่วยให้คุณคำนวณผลลัพธ์ได้อย่างแม่นยำ เพราะได้ย่อโปรแกรม Excel ขนาดเล็กมาให้คุณใช้เรียบร้อย

แนะนำ 7 แอพที่ช่วยให้การทำงานที่บ้านง่ายขึ้น

เมื่อทราบถึงข้อดีของการทำงานผ่านแอปพลิเคชันไปแล้ว หลายคนเริ่มสงสัยว่า เราควรมีแอปพลิเคชันใดบ้างที่ติดมือถือไว้ เพราะมีมนุษย์ทำงานหลายคนที่ไม่ได้เก่งเรื่องของไอที หรือไม่มีความสนใจในด้านนี้ อาจทำให้พลาดแอพอะไรดีๆ ไป ซึ่งบอกเลยว่าในเวลานี้มีแอพดีๆ เจ๋งๆ ที่ช่วยให้คุณทำงานได้อย่างสะดวกขึ้นมากมาย รับรองเลยว่าจะทำให้การ Work From Home ของคุณ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน ดังนั้นลองมาดูกันว่าแอปพลิเคชันใดบ้าง ที่คุณควรมีไว้ใช้ทำงาน

1.Google Drive

Google Drive

เริ่มกันที่แอปพลิเคชันสำคัญที่คุณต้องมีอย่าง Google Drive บางครั้งการทำงานคุณไม่จำเป็นต้องทำคนเดียว เพื่อนๆ อาจจะเข้ามาช่วยปรับแก้งานของคุณได้ตลอดเวลา แต่ถ้าจะให้ส่งไปส่งมาก็กลัวจะไร้ประสิทธิภาพ และเสียเวลามากขึ้น เจ้าแอพ Google Drive คือพื้นที่รับฝากงานที่ให้ความจุคุณมากกว่า 15 gb คุณสามารถเข้าไปสร้างข้อมูล ทำงานต่างๆ และแชร์ลิงค์ให้เพื่อนๆ เข้ามาทำงานร่วมกับคุณได้ตลอดเวลา เพียงแค่คุณมีอินเทอร์เน็ต โดยคุณสามารถสร้างโฟลเดอร์แบ่งย่อยข้อมูลได้อย่างสะดวก แถมมีฟังก์ชันทำงานได้หลากหลาย ทั้ง Word, presentation, Excel ฯลฯ

2.WebEx

WebEx

ต่อด้วยแอปพลิเคชันที่ช่วยให้การประชุมของคุณง่ายยิ่งขึ้น กับแอพ “WebEx” ที่คุณสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งในมือถือและคอมพิวเตอร์ ซึ่งแอพนี้คุณจะสามารถประชุมกับทีมงานได้อย่างครบถ้วน สูงสุดถึง 40,000 คน อีกทั้งยังบันทึกการประชุมได้ สามารถเชื่อมต่อได้อย่างสะดวกเพียงแค่คลิกเข้าลิงค์ ก็จอยกันได้แบบสบายๆ นอกจากนี้ยังสามารถแชร์ลิงค์หรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์ระหว่างการประชุมได้ ให้ความรู้สึกเหมือนเวลาที่คุณเรียนออนไลน์แล้วอาจารย์แชร์สไลด์นั่นเอง ซึ่งองค์กรไหนที่กำลังปรับตัวมาทำงานที่บ้าน แอพนี้จะช่วยให้คุณไม่ขาดการสื่อสารภายในองค์กร

3.Trello

Trello

สำหรับใครที่เป็นสายลุยงานแบบโปรเจกต์ แอพนี้ไม่ควรพลาด! เพราะคุณสามารถติดตามขั้นตอนการทำงานได้ตั้งแต่จนจบโปรเจกต์ โดยในแอพจะมีเครื่องมือการจัดการในรูปแบบการ์ด ที่คุณสามารถนำขั้นตอนการทำงานของคุณทุกรูปแบบไปใส่ไว้ในกระดานข้อมูล เช่น รูปภาพ ข้อความ ไฟล์งานต่างๆ ซึ่งคุณสามารถระบุเวลาทำงาน ส่งงานได้อย่างละเอียด อีกทั้งคุณและทีมงานยังเห็นภาพรวมการทำงานได้อย่างครบถ้วน ถึงแม้จะไม่ได้พูดคุยหรือเจอกันต่อหน้า แต่ก็ยังสามารถติดตามกันทำงานได้ตลอดเวลา

4.Zoom

Zoom

มาถึงแอปพลิเคชันที่มาแรงสุดๆ ในเวลานี้ อย่างแอพ “Zoom” บริการวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ที่ช่วยให้คุณประชุมสายแบบเห็นหน้าได้ถึง 50 คน และในระหว่างที่คุณกำลังประชุมยังสามารถบันทึก และแสดงข้อมูลต่างๆ ได้อย่างครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีระบบออโต้ที่ช่วยให้คุณตอบโต้กันได้อย่างสะดวกในขณะที่กำลังวิดีโอคอล เช่น ระบบยกมือถามคำถามหรือตั้งข้อสงสัย , แชทส่วนตัวที่คุณสามารถพูดคุยกับผู้ร่วมประชุมในสายได้ ฯลฯ เรียกได้ว่าเป็นแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์การทำงานของคนไทยอย่างมาก

5.Slack

Slack

บางสายงานเมื่อต้องทำงานที่บ้าน อาจทำให้การทำงานขาดประสิทธิภาพได้ เพราะต้องมีการสื่อสารและประสานงานตลอดเวลา ดังนั้นเมื่ออยู่บ้านจึงทำได้ไม่สะดวก ซึ่งแอปพลิเคชัน Slack ได้สร้างมาเพื่อตอบโจทย์คนที่ทำงานเป็นทีม โดยระบบส่งข้อความจะถูกแบ่งตามชาแนลต่างๆ ที่ทีมงานของคุณสามารถเข้าและออกได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงไม่มีใครที่จะได้รับข้อมูลหรือข้อความที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเอง และทุกคนยังสามารถพูดคุยเฉพาะกลุ่มในกระทู้อื่นได้ ซึ่งทำให้ข้อความไม่ไปรบกวนกลุ่มหลักที่กำลังสื่อสารกันอยู่นั่นเอง

6.ไลน์

line

เชื่อว่าหลายคนต้องใช้แอปพลิเคชันนี้เป็นการสื่อสารหลักอย่างแน่นอน และปัจจุบันไลน์ได้กลายเป็นแอพทำงานของคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง เพราะสามารถติดต่อสื่อสารได้อย่างรวดเร็ว และสร้างไลน์กลุ่มแยกคุยงานโดยเฉพาะ หรือคุณจะสร้างแชทเดี่ยวที่เอาไว้เก็บงานหรือข้อความส่วนตัวได้ ซึ่งต้องระวังในจุดนี้ เพราะในไลน์มีระยะเวลาในการเก็บไฟล์ไม่นาน ซึ่งในเวลาที่ทุกคนต้องเก็บตัวอยู่บ้านอย่างนี้ คงไม่มีแอปพลิเคชันใดที่จะทำให้ทุกคนตอบแชทได้อย่างรวดเร็ว เท่ากับไลน์อีกแล้ว นอกจากนี้จะช่วยให้คุณอัปเดตงาน และตามงานได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น

7.Dropbox

Dropbox

ปิดท้ายด้วยแอปพลิเคชันสำหรับส่งงาน อย่าง Dropbox บริการจัดข้อมูลในระบบ Cloud ที่ทำให้ชีวิตการทำงานของคุณสะดวกยิ่งขึ้น มาพร้อมพื้นที่เก็บไฟล์ที่ให้คุณมากถึง 2TB ช่วยเก็บไฟล์งานที่มีขนาดใหญ่ อย่างคลิปวิดีโอ , หรือไฟล์งานสำหรับตัดต่อได้ เพียงคุณนำข้อมูลหรือไฟล์งานใส่ไปข้างนอกแอพ และเปิดเป็นระบบแชร์ไฟล์ จะช่วยให้คุณแชร์ข้อมูลให้เพื่อนได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งดาวน์โหลดงานเก็บไว้ได้อีกด้วย

ข้อดีของการทำงานที่บ้าน

หลายคนมองว่าการทำงานที่บ้าน จะช่วยลดประสิทธิภาพในการทำงานได้ เพราะเมื่ออยู่บ้านกลับรู้สึกอยากทำงานน้อยลง ขี้เกียจมากขึ้น จนกลายเป็นภาวะหมดไฟ เพราะแทบไม่ได้ออกจากบ้านไปสูดอากาศบริสุทธิ์ หรือเป็นโลกทัศน์ใหม่ๆ จึงไม่แปลกที่จะทำให้รู้สึกเบื่อเมื่อต้องอยู่บ้านได้ แต่หากคุณพิจารณาดีๆ การทำงานที่บ้าน แฝงข้อดีต่อสุขภาพและการทำงานของคุณไว้อย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งใครที่อยากรู้ว่าการทำงานที่บ้านดีอย่างไร เรามีข้อดีมาบอกกัน

1.ลดความเครียด

  • บางครั้งการทำงานในออฟฟิศ ก็รู้สึกตึงเครียดเกินไป เพราะมองไปรอบๆ ก็เจอแต่บรรยากาศเดิมๆ อีกทั้งเพื่อนรอบข้างยังตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันอย่างแข็งขัน จึงทำให้มนุษย์ออฟฟิศบางคนรู้สึกกดดันได้ อีกทั้งยังทำให้ขาดความคิดสร้างสรรค์ เพราะแค่ทำงานให้จบไปวันๆ แต่เมื่อคุณได้ทำงานที่บ้าน จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น เพราะไม่ต้องมีใครมากดดัน แถมเป็นบรรยากาศที่คุ้นเคย ทำให้คุณทำงานได้อย่างสบายใจ ลดความเครียด และมีโอกาสได้พิสูจน์ฝีมืออย่างแท้จริง

2.ประหยัดเงิน

  • ในภาวะวิกฤติแบบนี้ หลายคนเริ่มเก็บเงินกันมากขึ้น เพราะดูท่าเศรษฐกิจจะแย่ลงเรื่อยๆ และนับวันเงินเดือนที่มีก็ยิ่งไม่พอใช้ เพราะมีภาระมากมาย แต่เมื่อได้ทำงานที่บ้านจะช่วยให้คุณประหยัดค่าเดินทางไปถึง 20% ของเงินเดือน ทำให้คุณมีเงินออมมากขึ้น และมีเงินฉุกเฉินไว้ใช้ในสถานการณ์ที่ลำบากได้

3.มีเวลาส่วนตัวเพิ่มมากขึ้น

  • หลายคนทำงานหนักจนไม่มีเวลา แต่เมื่อได้ทำงานแบบ Work From Home ทำให้คุณมีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น คุณสามารถแบ่งปันเวลาส่วนหนึ่งจากการทำงาน ไปทำในสิ่งที่คุณรักได้ หรือจะทำกิจกรรมที่ช่วยทำให้ที่อยู่อาศัยของคุณดีขึ้น อย่างทำความสะอาดบ้าน จัดโต๊ะทำงาน หรือใครมีกิจกรรมที่ชอบทำในช่วงนี้ ก็สามารถทำได้อย่างเต็มที่ เพราะคุณจะมีเวลาว่างมากขึ้นอย่างมาก

WFH

4.ลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัสโคโรน่า

  • ข้อนี้คือสิ่งสำคัญที่ทำให้ทุกคนได้ทำงานที่บ้าน เพราะยอดผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อมีเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ไวรัสกระจายอยู่ทั่วทุกหนแห่ง ทำให้การออกจากบ้านมีความเสี่ยงอย่างมาก และสถิติบอกว่าคนทำงานมีค่าเฉลี่ยที่จะติดโรคได้สูงกว่า วัยอื่นๆ เพราะต้องมีการเดินทางไปทำงานตลอดเวลา ทำให้การกักตัวอยู่บ้านในช่วงนี้ คือวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด

5.ได้ทดลองทำสิ่งใหม่ๆ

  • เมื่อได้อยู่บ้านคุณก็มีเวลาทำสิ่งต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เริ่มจากได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ว่ามีแอปพลิเคชันใดบ้าง ที่ช่วยให้การทำงานที่บ้านง่ายขึ้น หรือลองทำอะไรใหม่ๆ ที่คิดว่าจะทำได้ เช่น การเข้าครัวทำอาหาร หลายคนไม่อยากออกจากบ้านก็เลยโชว์ฝีมือทำกับข้าวให้คนในครอบครัวทาน หรือบางคนผมยาวรู้สึกอยากตัดผม อาจตัดผมด้วยฝีมือของตัวเองทุกความสามารถที่หลบซ่อนอยู่ เวลานี้คุณจะได้หยิบมาใช้อย่างเต็มที่ และทำให้คุณมีสกิลใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น

6.มีเวลาออกกำลังกาย

  • เรื่องของการออกกำลังกายถือเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก แต่ที่ผ่านมามนุษย์ออฟฟิศหลายคนมักจะบอกกันว่าไม่มีเวลาออกกำลังกาย เนื่องจากทำงานหนัก กว่าจะกลับมาถึงบ้านก็มืดค่ำและเหน็ดเหนื่อย แต่จากนี้ไปเมื่อคุณได้ทำงานอยู่ที่บ้านก็ย่อมทำให้มีเวลาในการลุกมาออกกำลังกายเพิ่มมากขึ้น อย่างน้อยๆ ให้คิดซะว่าช่วงเวลาในการเดินทางไป-กลับระหว่างบ้านและที่ทำงานอย่างน้อย 30-40 นาทีก็อาจทำให้คุณชดใช้เวลาตรงนี้มาออกกำลังกายเพื่อสุขภาพและรูปร่างที่ดีได้แล้วตั้งเยอะ

7.นอนพักผ่อนได้อย่างเต็มอิ่ม

  • หลายคนที่ทำงานออฟฟิศ มักจะต้องรีบตื่นแต่เช้าไปเพื่อไปทำงานกว่าจะกลับถึงบ้านก็มืดค่ำ ทำให้ช่วงเวลาในการพักผ่อนนอนหลับอย่างเต็มอิ่มนั้นหายไป แต่ช่วงเวลาที่ได้ทำงานที่บ้านนี้นั่นเองที่จะทำให้คุณสามารถจัดสรรช่วงเวลานอนใหม่ให้เต็มอิ่มได้อีกครั้ง ดังนั้น ใครที่ไม่เคยนอนครบวันละ 7-8 ชั่วโมงก็จงเติมเต็มการพักผ่อนให้เต็มอิ่มในช่วงวิกฤตโควิดได้เลย

8.ทำให้มีสมาธิในการทำงานมากขึ้น

  • จริงอยู่ที่การทำงานที่ออฟฟิศอาจจะทำให้งานออกมามีประสิทธิภาพ แต่อย่าลืมว่าหากคุณได้ใช้เวลาทำงานแบบสงบนิ่งเงียบๆ คนเดียวโดยที่ไม่มีใครรบกวนหรือไม่มีเสียงดังจากคนรอบตัว อาจจะทำให้งานของคุณออกมามีประสิทธิภาพที่ดียิ่งกว่า เนื่องจากคุณได้นั่งทำงานอย่างมีสมาธิ ซึ่งแน่นอนว่าคุณจะสามารถโฟกัสแต่งานเป็นหลักได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ในข้อนี้จะถือว่าเป็นผลดีต่อคนที่ไม่มีสมาชิกในบ้านมากนัก หรือนั่งทำงานในห้องนอนส่วนตัวเงียบๆ แต่หากมีสมาชิกในบ้านที่ต้อง Work from home เช่นกัน หรือที่บ้านมีคนอาศัยอยู่เยอะก็ต้องบอกให้ทุกคนเข้าใจ เพื่อจะได้ให้ความร่วมมือในเรื่องงานแก่คุณไปด้วย

ข้อระมัดระวังในการทำงานที่บ้าน

หลายคนทราบข้อดีของการทำงานที่บ้านไปแล้ว อาจทำให้รู้สึกสบายใจและได้พักผ่อนเพิ่มมากขึ้น แต่รู้หรือไม่! ว่าการทำงานที่บ้านบางครั้งอาจมีอุปสรรคเกิดขึ้น และส่งผลให้การทำงานของคุณไม่มีประสิทธิภาพเหมือนเดิม เราเลยมีข้อระมัดระวังในการทำงานที่บ้าน มาเตือนทุกคนกัน

1.มลภาวะทางเสียง

  • ข้อนี้เราจะพูดถึงในกรณีที่ตรงกันข้ามกับข้อก่อนหน้า โดยหากคุณได้หยุดอยู่บ้าน คนอื่นๆ ก็อาจได้หยุดเช่นกัน หรือรอบตัวของคุณอาจจะมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้คุณไม่สามารถควบคุมมลภาวะทางเสียงได้ ซึ่งแน่นอนว่าย่อมทำให้วันหยุดสุดสงบที่คุณฝันหาถึงกับสลายหายไปได้ เพราะมลภาวะทางเสียง อาจดังขึ้นกว่าเดิม เช่น ข้างห้องเปิดทีวี เปิดเพลงเสียงดัง หรือเสียงของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ไม่หยุดการทำงาน ทำให้คุณต้องเผชิญกับปัญหาทางเสียงที่ส่งผลให้การทำงานไม่เป็นไปอย่างมีสมาธิ และอาจทำให้คุณเครียดกว่าเดิมได้ ดังนั้นลองเลือกเวลาในการทำงานให้ดี หรือหาตัวช่วยเพื่อให้เสียงรอบข้างเงียบขึ้น อย่างการใช้หูฟังนั่นเอง

work-from-home-covid

2.ความเร็วอินเทอร์เน็ตไม่เพียงพอ

  • การทำงานที่บ้านสำหรับบางคนอาจได้เฮ เพราะมีอุปกรณ์พร้อม! แต่สำหรับใครที่อยู่หอพัก อาจต้องเสียน้ำตา เพราะไม่มีอินเทอร์เน็ตที่แรงพอจะทำงานได้ เนื่องจากต้องเสียค่าส่วนต่างเพิ่ม ทำให้หลายคนเลือกจะใช้เน็ตจากโทรศัพท์มือถือนั่นเอง พอเมื่อต้องทำงานที่บ้านแล้ว อาจทำให้ค่าโทรศัพท์เพิ่มมากขึ้น และการคุยงานหรือการทำงานอาจสะดุดเพราะเน็ตไม่แรงพอก็เป็นได้ ทางที่ดีควรสมัครแพ็กเกจโปรเสริม เพื่อช่วยให้การทำงานของคุณสะดวกรวดเร็วทันใจ

3.ขี้เกียจ ทำงานไม่เป็นระบบ

  • หลายคนเมื่อได้นั่งทำงานที่บ้าน ก็ย่อมรู้สึกว่าช่วงเวลาแห่งวันหยุดและวันทำงานคือ ช่วงเวลาเดียวกัน หลายคนจึงรู้สึกอยากจะให้เวลาตัวเองให้พักผ่อนคลายบ้าง เช่น อาจจะนอนเยอะขึ้น (นอนจนกินเวลาทำงาน) พูดง่ายๆ ว่ารู้สึกเริ่มขี้เกียจนั่นเอง บวกกับคิดว่าจะทำงานช่วงเวลาไหนก็ได้ ขอให้ส่งงานทัน ทำให้ระบบการทำงานไม่เป็นไปตามแบบแผนที่วางไว้ และส่งผลให้แผนงานรวนออกไปได้ นี่ก็อาจเป็นข้อเสียที่คุณจะต้องควบคุมตัวเองให้ได้ และต้องสะบัดไล่ตัวขี้เกียจออกไปด้วย เพราะไม่เช่นนั้น งานของคุณอาจจะออกมามีประสิทธิภาพเหมือนเช่นตอนอยู่ออฟฟิศก็เป็นได้

4.ทำงานล่าช้า

  • ด้วยปัจจัยหลายอย่างดังที่กล่าวไปข้างต้น เช่น ขี้เกียจ และติดพักผ่อนนาน บวกกับการทำงานที่บ้านอาจดีตรงที่ไม่ได้เผชิญหน้ากับเจ้านายหรือหัวหน้าตรงๆ ก็ย่อมทำให้รู้สึกกดดันเรื่องงานน้อยลง เพราะไม่ต้องมีใครมาคอยจู้จี้สั่งงานแบบใกล้ชิด หรือโดนจับตามองเรื่องการทำงานแบบคุมเข้มตลอดเหมือนที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น หลายคนที่วางแผนและลงมือทำงานอย่างไม่มีวินัย บวกกับความรู้สึกติดสบาย จนใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างเฉื่อยแฉะ ก็ย่อมทำให้งานออกมาล่าช้าได้นั่นเอง

และนี่ก็คือสิ่งที่คุณจะต้องเตรียมรับกับสถานการณ์เมื่อต้อง Work from home และสำหรับใครที่ต้องทำงานอยู่บ้าน ลองนำ 7 แอปพลิเคชันที่เราแนะนำ ไปโหลดใช้กันดู รับรองจะจะช่วยให้การทำงานของคุณสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ และหากใครที่รู้สึกเบื่อการอยู่บ้าน ลองหากิจกรรมใหม่ๆ หรือทำในสิ่งที่ชอบมากขึ้น จะช่วยคลายความเบื่อให้คุณได้อย่างดี นอกจากนี้อย่าลืมกักตัวอยู่บ้าน ตามนโยบาย “หยุดเชื้อ เพื่อชาติ”

Categories
LIFESTYLE

ฟ้าทะลายโจร ต้านโควิด-19 ได้จริงหรือไม่?  7 ข้อต้องรู้ก่อนเลือกกินฟ้าทะลายโจร

ฟ้าทะลายโจร ต้านโควิด-19 ได้จริงหรือไม่7 ข้อต้องรู้ก่อนเลือกกินฟ้าทะลายโจร

( ฟ้าทะลายโจร ต้านโควิด-19 ได้จริงหรือไม่?  7 ข้อต้องรู้ก่อนเลือกกินฟ้าทะลายโจร ) แม้ปัจจุบันรัฐบาลจะยังไม่ประกาศว่าสถานการณ์การระบาดของ COVID-19 เข้าสู่เฟสที่ 3 หรือยัง แต่จำนวนผู้ติดเชื้อ และผู้เสียชีวิตที่มีมากมายขึ้นทุกวัน ก็ทำเอาหลายคนรู้สึกตระหนกอยู่ไม่น้อย และหวาดกลัวว่าวันหนึ่งตัวเองจะกลายเป็นผู้ติดเชื้อขึ้นมาแทน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าถึงเวลานั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง จะต้องถูกกักตัวและใช้เวลาในการรักษานานเพียงใด

คุณอาจสนใจบทความนี้ คลิกอ่าน แอพถามหมอฟรี 5 แอพ ปรึกษาหมอแบบรวดเร็ว อุ่นใจ ใช้แล้วสะดวกขึ้น

ฟ้าทะลายโจร

ถึงแม้ว่าสถานที่ต่าง ๆ จะปิดให้บริการเพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ และตามรถขนส่งสาธารณะก็มีการทำความสะอาดเป็นประจำ รวมถึงผู้คนมากมายที่ออกไปข้างนอกต่างก็ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมืออยู่เสมอ ก็ยังไม่ได้เป็นเครื่องช่วยการันตีว่าเราจะไม่ติดเชื้ออย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ทำให้หลายคนพยายามทำให้สุขภาพตัวเองแข็งแรงมากขึ้น รวมถึงสรรหาสมุนไพรหรือยาต่าง ๆ จะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ เช่น ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น

ฟ้าทะลายโตรต้านโควิด 19 ได้จริงหรือไม่?

ล่าสุดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ได้มีการทดลองร่วมกันระหว่าง กรมแพทย์ทางเลือก และกรมการแพทย์แผนไทย ถึงสารสกัดฟ้าทะลายโจรว่าสามารถฆ่าเชื้อไวรัส COVID-19 ได้หรือไม่ ผลทดลองคือ สารสกัดสมุนไพรดังกล่าว สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อไวรัสในหลอดทดลองได้จริง แต่ก็ยังต้องมีการทดลองต่อไป เนื่องจากในครั้งนี้เป็นการทดลองแต่เพียงในหลอดทดลองเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยสรรพคุณของฟ้าทะลายโจรที่ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น ช่วยต้านการอักเสบ การติดเชื้อต่าง ๆ จากไวรัส หากกินอย่างถูกต้อง ก็จะช่วยเพิ่มสารคัดหลั่งในระบบทางเดินหายใจให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ไวรัสเข้าไปถึงปอดได้ยากหรือช้าลง ที่ผ่านมามีการทดลองในประเทศชิลีให้ผู้ป่วยไข้หวัดได้ลองกินสารสกัดฟ้าทะลายโจร 1.2 กรัม ติดต่อกัน 4 วัน ผลที่ได้คือผู้เข้ารับการทดลองมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงว่าทุกคนจะสามารถกินฟ้าทะลายโจรได้ เนื่องจากการกินมากไปอาจจะทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย และผู้ป่วยบางโรค หากกินฟ้าทะลายโจรโดยไม่ระวัง ก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

คุณอาจสนใจบทความนี้ คลิกอ่าน ออกกำลังกายอยู่บ้าน ด้วยอุปกรณ์ทั้ง 7 แบบไม่ง้อฟิตเนส 

7 ข้อควรรู้ก่อนกินฟ้าทะลายโจรเพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพ

ถ้าหากใครสนใจสรรพคุณของฟ้าทะลายโจร และอยากลองกินเพื่อใช้รักษาอาการต่าง ๆ รวมถึงกระตุ้นภูมิคุ้มกันของตัวเอง ควรศึกษาจาก 7 ข้อนี้ก่อนรับประทาน

ฟ้าทลายโจร โควิด

1.ศึกษาถึงสรรพคุณหลักของฟ้าทะลายโจร

นอกจากการกระตุ้นภูมิคุ้มกันแล้ว ตามตำราแพทย์แผนโบราณได้ระบุไว้ว่า ฟ้าทะลายโจรสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้มากมาย เช่น

  • ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยบรรเทาโรคเบาหวาน
  • ช่วยลดอาการไอ เจ็บคอ ลดเสมหะที่เกิดขึ้นในจมูกและลำคอ
  • ช่วยปรับอุณหภูมิในร่างกายให้เกิดความสมดุล จึงช่วยบรรเทาอาการกระหายน้ำ และรักษาโรคร้อนในได้
  • ช่วยต้านเชื้อไวรัส และฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ทั้งในร่างกายและนอกร่างกาย หากเป็นฝีหนอง สามารถเอาใบฟ้าทะลายโจรมาขยี้แล้วโปะลงไปบนแผลเพื่อรักษาได้
  • รักษาอาการท้องเสีย และท้องร่วง
  • ช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร เนื่องจากฟ้าทะลายโจรมีรสชาติขม
  • ช่วยบรรเทาอาการตับแข็งที่เกิดจากโรคพิษสุราเรื้อรัง

2.กินฟ้าทะลายโจรอย่างไร เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น

สำหรับผู้ที่แข็งแรงดี หรือไม่มีอาการเจ็บป่วย รวมถึงผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เจ็บป่วยง่าย แต่อยากกินฟ้าทะลายโจรเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงขึ้น แนะนำให้กินฟ้าทะลายโจรเพียงวันละ 1 แคปซูลติดต่อกัน 5 วันต่อสัปดาห์ หรือกินวันเว้นวัน ในระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน และระหว่างนี้ควรดูแลสุขภาพตัวเองในด้านอื่น ๆ ควบคู่ไปด้วย เพราะหากกินแต่สมุนไพรเพียงอย่างเดียว แต่ยังนอนดึก กินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ และใช้ชีวิตอย่างมีความเสี่ยงในการรับเชื้อ ก็มีโอกาสที่จะเจ็บป่วยได้เหมือนเดิม

Covid ยาฟ้าทะลายโจร

3.กินฟ้าทะลายโจรอย่างไร หากต้องการใช้รักษาอาการไข้หวัด

การกระตุ้นภูมิคุ้มกัน จำเป็นต้องใช้ยาโดสต่ำ ๆ เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับผลข้างเคียงจากตัวยามากเกินไป แต่ในกรณีที่เป็นไข้หวัด ก็จะต้องมีการปรับเปลี่ยนขนาดของยาตามความเหมาะสม หากเป็นผู้ใหญ่ จะต้องกินอย่างน้อยครั้งละ 3 แคปซูลหลังอาหาร และต้องกินวันละ 4 ครั้ง (ห้ามกินติดต่อกันเกิน 7 วัน) ส่วนในเด็กที่มีอายุ 4-12 ปี ให้กินแค่วันละ 1-2 แคปซูลเท่านั้น หากพบความผิดปกติเกิดขึ้นในช่วงนี้ ให้หยุดกินทันที

4.เราสามารถกินใบฟ้าทะลายโจรสดๆ ได้หรือไม่ ?

หากไม่สะดวกที่จะไปหาซื้อฟ้าทะลายโจรแบบแคปซูล หรือมีต้นฟ้าทะลายโจรอยู่ที่บ้านแล้ว สามารถเก็บใบมาใช้กินแทนยาได้ ด้วยสูตรดังต่อไปนี้

  • รักษาอาการไข้หวัด ด้วยการเอาใบ 1 กำมือมาต้มกับน้ำแล้วดื่มก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง ถ้ารู้สึกขมจนทนไม่ไหว สามารถใส่น้ำผึ้งลงไปผสมได้
  • ฆ่าเชื้อโรคในโพรงจมูก นำใบฟ้าทะลายโจรไปตากแดดให้แห้ง แล้วเอามาบดเป็นผงใส่ขวดเล็ก ๆ ไว้ หลังจากนั้นให้หยิบมาดมเรื่อย ๆ เมื่อน้ำมูกไหลหรือมีอาการเจ็บคอ
  • กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ให้นำใบสด 5-7 ใบมาต้มกับน้ำ ดื่มตอนที่ยังอุ่น ๆ วันละ 1 แก้ว

5.ใครบ้างที่ไม่ควรกินฟ้าทะลายโจร

แม้สมุนไพรชนิดนี้จะมีประโยชน์ครอบจักรวาล แต่ก็อาจจะไม่เหมาะกับผู้ป่วยบางราย เนื่องจากอาจทำให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตตามมาได้ เช่น

  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีปัญหาความดันต่ำ
  • ผู้ที่มีอาการคออักเสบ เป็นโรคไข้รูมาติก หรือไข้อีดำอีแดง
  • ผู้ที่เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันตัวเอง เช่น โรค SLE หรือโรคลูปัส
  • ผู้ที่เป็นโรคไตอักเสบ ที่เกิดจากการติดเชื้อสเตร็ปโตคอกคัส กลุ่มเอ
  • ผู้ที่รับประทานยาลดความดัน
  • ผู้ที่รับประทานยาวาฟาร์ริน หรือแอสไพริน ซึ่งจะไปต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด
  • ผู้ที่กำลังวางแผนจะมีบุตร
  • ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย หรือมีแผนจะเข้ารับการผ่าตัดภายใน 2 สัปดาห์

6.ฟ้าทะลายโจร ส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงใดบ้าง?

ผลข้างเคียงหลัก ๆ ที่มักพบจากฟ้าทะลายโจร คืออาการท้องเสีย วิงเวียนศีรษะ หรือปวดบริเวณบั้นเอว ซึ่งส่วนมากมักจะเกิดจากการแพ้สมุนไพรชนิดนี้เป็นหลัก แต่ส่วนมากมักไม่ได้เป็นอันตรายมากนัก ยกเว้นผู้ป่วยบางโรคดังที่ได้กล่าวไปแล้ว หรือผู้ที่มีอาการแพ้รุนแรง ซึ่งจะสังเกตได้จากอาการบวมตามใบหน้า ตา ปาก และอาการรุนแรงอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม หากคุณไม่แน่ใจว่าสามารถกินได้หรือไม่ ขอแนะนำให้ปรึกษากับเภสัชกรก่อนรับประทานทุกครั้ง หรือถ้าหากมีโรคประจำตัว ควรสอบถามแพทย์ก่อนรับประทานสมุนไพรชนิดนี้

ยาฟ้าทะลายโจร

7.นอกจากฟ้าทะลายโจรแล้ว เราสามารถป้องกันโควิด-19 ด้วยวิธีใดได้อีกบ้าง

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า การกินฟ้าทะลายโจรเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้ดูแลป้องกันตัวเองด้วยวิธีการอื่น ๆ ก็ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้ออยู่ดี และนี่คือวิธีดูแลรักษาร่างกายตัวเองให้ปลอดภัยจากเชื้อโรคต่าง ๆ ดังนี้

  • พกเจลแอลกอฮอล์ เพื่อล้างมือทุกครั้งที่มีการสัมผัสสิ่งของสาธารณะ เช่น เสาหรือห่วงบนรถไฟฟ้า
  • สวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้ง เมื่อต้องเดินทางออกไปนอกบ้าน
  • หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมร่วมกับคนหมู่มาก และหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด อากาศไม่ถ่ายเท
  • รับประทานอาหารในจานตัวเองเท่านั้น ไม่รับประทานร่วมกับผู้อื่น และไม่ใช้อุปกรณ์ในการรับประทานอาหารร่วมกัน
  • เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว ควรอาบน้ำทันทีเพื่อกำจัดเชื้อโรคที่อาจติดตัวมา พร้อมกันนี้ควรซักทำความสะอาดเสื้อผ้าที่สวมใส่ทันที
  • หมั่นทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน เช่น โซฟา ผ้าม่าน โต๊ะต่าง ๆ เพราะเชื้อโรคเหล่านี้อาจติดตัวคุณมาหลังจากออกไปข้างนอก ซึ่งเชื้อโรคสามารถอาศัยอยู่บนพื้นผิวต่าง ๆ ได้ในระยะเวลาที่ต่างกัน

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อป้องกัน COVID-19 หรือใช้เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย สำหรับคนที่อยากลองรักษาด้วยแพทย์ทางเลือก แต่อันที่จริงแล้ว หากคุณมีสุขภาพแข็งแรงดีเป็นปกติ และไม่ได้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อใด ๆ ก็ไม่จำเป็นจะต้องรับประทานอย่างจริงจัง เนื่องจากยาทุกชนิดมีผลข้างเคียงในตัวเอง ฟ้าทะลายโจรนี้ก็เช่นกัน หากกินติดต่อกันเป็นเวลานานมาก อาจทำให้อาการผิดปกติอื่น ๆ ตามมาโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้

Categories
LIFESTYLE

วิธีล้างผลไม้ ล้างแบบไหนถึงปลอดภัยจากโควิด-19

วิธีล้างผลไม้ ให้ปลอดภัยจากโควิด-19

( วิธีล้างผลไม้ ให้ปลอดภัยจากโควิด-19 )ในช่วงที่ไวรัสโควิด-19 กำลังระบาดอย่างหนักอยู่ในขณะนี้ และดูเหมือนกับว่าเชื้อไวรัสจะสามารถอาศัยอยู่ได้ทุกพื้นผิว เช่น ไม้ กระดาษ เสื้อผ้า เหล็ก ธนบัตร หรือแม้กระทั่งอาหาร ซึ่งก็อาจทำให้หลายคนรู้สึกหวาดกลัวอยู่ไม่น้อย และไม่แน่ใจว่าอาหารชนิดใดที่สามารถรับประทานได้บ้าง ยิ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้มีประกาศแจ้งเตือนมาว่า ไม่ควรบริโภคอาหารที่ยังดิบอยู่ โดยเฉพาะปลาดิบ ก็เล่นเอาคอแซลม่อนหวาดวิตกไปตาม ๆ กัน และหลายคนก็หยุดกินจริง ๆ เพราะกลัวเชื้อโรคจะปนเปื้อนมาด้วย

คุณอาจสนใจบทความนี้ อ่านต่อ 7 วิธีซักผ้าง่ายๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะให้ทุกคนทำในช่วงนี้

covid วิธีล้างผลไม้

อาหารที่ควรงดบริโภคในช่วง Covid-19

จากข้อมูลในเบื้องต้น ล่าสุดนี้ ก็พึ่งมีการแชร์เมนูอาหารที่ไม่ควรบริโภคในช่วงนี้หลาย ๆ เมนู ซึ่งส่วนมากก็มักจะเป็นอาหารที่คนขายใช้มือสัมผัสโดยตรง เป็นอาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ ไม่ค่อยผ่านความร้อนเท่าที่ควร เช่น

  • ข้าวมันไก่ ข้าวหมูแดง : ถึงแม้ว่าไก่ต้ม หมูแดง หมูกรอบ จะต้องผ่านความร้อนมาเพื่อให้เนื้อสัตว์สุก แต่ส่วนมากพ่อค้าแม่ค้ามักจะใช้มือเปล่าหั่นเนื้อสัตว์แล้ววางลงบนข้าว จึงเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่าย
  • ส้มตำ ยำ : เมนูเหล่านี้มักจะไม่ค่อยผ่านความร้อนมากเท่าที่ควร หรือถ้าหากผ่านความร้อน ก็ใช้เวลาน้อยมากจนเชื้อโรคยังไม่สามารถถูกกำจัดได้ทั้งหมด นอกจากจะเสี่ยงต่อเชื้อไวรัส COVID-19 และ ยังเสี่ยงต่อเชื้อไวรัสอื่น ๆ ที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายอีก เช่น ไวรัสโรต้า หรือโนโรไวรัส ที่เป็นสาเหตุของอาการท้องเสีย
  • ก๋วยเตี๋ยวลุยสวน ก๋วยเตี๋ยวหลอด ปอเปี๊ยะสด : ทั้ง 3 เมนูนี้ แม้จะมีการนำไปผ่านความร้อนบ้างแล้วก็ตาม แต่แม่ค้ามักจะต้องเอามาห่อเองในภายหลัง และมักจะทิ้งเอาไว้ตากแดดตากลมในเวลานาน ซึ่งก็มีโอกาสที่เชื้อโรคจะปนเปื้อนด้วย

วิธีล้างผักผลไม้ ล้างแบบไหนถึงจะปลอดภัยจากเชื้อโควิด

ด้วยเหตุผลข้างต้น จึงทำให้ใครหลายคนเกิดความวิตกกังวลมากขึ้น แม้กระทั่งจะกินผักสดหรือผลไม้ ก็ไม่แน่ใจว่าจะเสี่ยงติดเชื้อหรือไม่ และควรจะต้องล้างอย่างไร เพื่อกำจัดเชื้อออกไปให้ได้มากที่สุด ซึ่งบางคนก็กังวลมากถึงขั้นไม่กล้ากินผักผลไม้สดเลย จริงอยู่ว่าผลไม้ที่วางขายอยู่ตามซูเปอร์มาร์เก็ต มักจะปลอดเชื้อโรคอยู่แล้ว เนื่องจากพนักงานที่จัดเรียงผลไม้ตามชั้นวางจะต้องใส่ถุงมือก่อนเสมอ

การล้างผลไม้ให้ปลอดภัย covid

แต่ปัญหาคือ คนทั่วไปที่มาจับจ่ายซื้อของใช้มือเปล่าที่ไม่รู้ว่าได้ไปสัมผัสกับอะไรมาบ้าง หยิบผลไม้เหล่านี้ขึ้นมาดู แล้ววางกลับไปบนชั้นเหมือนเดิม ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อโรคจากตรงนี้แทน รวมถึงผลไม้ที่วางขายตามท้องตลาด ก็อาจจะมีการปนเปื้อนเชื้อจากแม่ค้า และผู้ที่มาจับจ่ายซื้อของเช่นกัน เราจึงขอแนะนำวิธีการล้างผัก-ผลไม้ง่าย ๆ เพื่อให้ปลอดภัยจากเชื้อ COVID-19 มากที่สุดมาฝากกันแล้วดังนี้

คุณอาจสนใจบทความนี้ อ่านต่อ หน้ากากอนามัยแบบผ้าดีไหม? วัสดุแบบไหนป้องกันโควิด-19 ได้จริง

1.ล้างด้วยน้ำสะอาด

  • ปกติการล้างผัก-ผลไม้ด้วยน้ำสะอาดโดยวิธีให้น้ำไหลผ่านแรง ๆ จะสามารถกำจัดสารเคมีและยาฆ่าแมลงได้ประมาณ 70-80% เนื่องจากในน้ำประปาจะมีสารคลอรีนที่ช่วยทำลายเชื้อโรคได้ รวมถึงเชื้อไวรัส COVID-19 แต่วิธีนี้จะค่อนข้างเปลืองน้ำอยู่ประมาณนึง และอาจไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้มากเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นให้ผสมสบู่กับน้ำ แล้วเอาผลไม้แช่ไว้สักพัก แล้วค่อยล้างด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง ถ้ากลัวว่าจะมีกลิ่นสบู่ติด ก็สามารถผสมสบู่น้อย ๆ แต่แช่ให้นานแทนก็ได้ และเพื่อเป็นการประหยัดน้ำ ขอแนะนำให้หาถังน้ำมารองไว้ แล้วเอาน้ำที่ล้างผลไม้แล้วไปรดต้นไม้แทน

2.แช่ด้วยด่างทับทิมผสมน้ำ

  • การล้างผัก-ผลไม้ด้วยด่างทับทิม ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมมาก เนื่องจากช่วยลดสารเคมีตกค้างได้มากกว่า 50% และยังช่วยกำจัดเชื้อไวรัสต่าง ๆ ได้ดีอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมามีรายงานว่า ด่างทับทิมเข้มข้น 1:10,000 สามารถฆ่าเชื้อโรคทั้งหมดได้ภายในเวลา 30 นาทีในอุณหภูมิห้อง วิธีการล้างเพียงแค่ผสมด่างทับทิม 25 เกล็ดกับน้ำ 4 ลิตร หรือมากกว่านั้น แล้วแช่ผักทิ้งไว้อย่างน้อย 10-15 นาที แต่ต้องระวังปริมาณการใช้ด่างทับทิมไม่ให้มากเกินไปนัก เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ยังอาจทำให้ผัก-ผลไม้เหี่ยวเฉากว่าปกติอีกด้วย

3.ล้างด้วยน้ำส้มสายชู

  • นอกจากด่างทับทิมแล้ว การแช่ด้วยน้ำส้มสายชูก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดสารเคมีและฆ่าเชื้อโรคได้ไม่แพ้กัน วิธีการล้าง คือผสมน้ำส้มสายชูเข้มข้น 5% 1 ส่วน กับน้ำ 10 ส่วน แล้วเอาผักผลไม้มาแช่ทิ้งอย่างน้อย 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ผักบางชนิด เช่น ผักกาด หรือกะหล่ำปลี อาจมีรสชาติเปรี้ยวขึ้นเพราะรสชาติของน้ำส้มสายชู เพราะฉะนั้นอาจจะต้องระวังการล้างผักบางชนิด หรืออาจจะต้องเพิ่มปริมาณน้ำสะอาดมากขึ้น

ล้างผลไม้ยังไงให้ปลอดภัยจากโควิด

4.ล้างด้วยเบกกิ้งโซดา

  • การล้างผักผลไม้ด้วยวิธีนี้ จะช่วยลดสารเคมีตกค้างได้มากที่สุด (90-95%) แต่จะต้องใช้น้ำในปริมาณมาก เพราะสูตรที่นิยมคือใช้เบกกิ้งโซดา หรือโซเดียมไบคาร์บอเนต 1/4 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำอย่างน้อย 5 ลิตร ก่อนจะนำผักผลไม้มาแช่ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หลังแช่เสร็จต้องล้างน้ำสะอาดอีก 2-3 ครั้ง เพื่อล้างสารต่าง ๆ ออกให้หมด เนื่องจากการได้รับเบกกิ้งโซดาในปริมาณที่มากเกินไป อาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ มีคนไม่น้อยที่เข้าใจผิดว่า เบกกิ้งโซดากับผงฟูคือสิ่งเดียวกัน แต่จริง ๆ ผงฟู คือเบกกิ้งโซดาที่ผสมแป้ง ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน แต่หากที่บ้านมีผงฟูอยู่แล้ว เราสามารถเอามาล้างผักผลได้ โดยใช้ส่วนผสมเดียวกันกับเบกกิ้งโซดาเลย วิธีนี้ช่วยลดสารเคมีตกค้างได้มากถึง 90% และยังปลอดภัยกว่าการใช้เบกกิ้งโซดาอีกด้วย

5.ล้างด้วยน้ำยาล้างจาน

  • อาจจะฟังดูแปลก แต่น้ำยาล้างจานสามารถเอามาล้างผลไม้ได้ เพียงแต่ต้องผสมน้ำในปริมาณมาก และใช้ฟองน้ำค่อย ๆ ถูไปบนผลไม้เบา ๆ จะช่วยลดสารเคมีและเชื้อไวรัสได้มากถึง 95% สำหรับใครที่กลัวว่าจะล้างน้ำยาไม่หมด ก็ให้เปิดน้ำไหลผ่านให้นานกว่าปกติ และลองเอามือถูผลไม้ดูว่ายังมีความลื่น หรือมีฟองอยู่บ้างมั้ย หากไม่มีแล้วก็สามารถกินได้ตามปกติเลย

6.ล้างด้วยน้ำเกลือ

  • วิธีนี้เป็นวิธีล้างสารพิษง่าย ๆ และปลอดภัย สามารถทำที่ไหนก็ได้ เพียงแค่มีเกลือป่นเท่านั้น แค่นำเกลือ 1 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำ 5 ลิตร แล้วเอาผัก-ผลไม้ไปแช่ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างอีกครั้งด้วยน้ำสะอาด แต่วิธีนี้ไม่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไต หรือผู้ที่ต้องหลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม เพราะเกลืออาจทำให้ผัก-ผลไม้บางชนิดมีรสชาติที่เปลี่ยนไปจากเดิม

7.ต้มหรือลวกผัก

  • หลังจากล้างผักแล้ว การต้มหรือลวกผักก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถกำจัดเชื้อโรคได้มากกว่า 50% แต่เทคนิคที่จะขอแนะนำเพิ่มเติมคือ เมื่อต้มผัก หรือลวกผัก สารพิษและเชื้อโรคจะปนเปื้อนอยู่ในน้ำนั้น เพราะฉะนั้นให้ล้างด้วยน้ำเย็นจัดซ้ำอีกครั้งเพื่อให้ผักมีความกรอบและมีสีสด แต่ถ้าจะนำผักไปประกอบอาหารประเภทแกงต่อ ให้ทิ้งน้ำแรกที่เอามาต้มผัก แล้วใช้น้ำใหม่เพื่อลดการรับสารพิษเข้าสู่ร่างกาย

หวังว่าวิธีการล้างผัก-ผลไม้ ทั้ง 7 วิธีนี้ จะช่วยให้หลายคนรู้สึกเบาใจกับการกินผัก-ผลไม้สดกันมากขึ้น ขอแนะนำเพิ่มเติมว่า สะดวกวิธีไหน ก็สามารถเลือกใช้วิธีนั้นได้เลย หากไม่สบายใจกับการล้างด้วยน้ำยาล้างจาน หรือน้ำสบู่ ก็ไม่จำเป็นจะต้องเลือกวิธีนี้

ล้างผลไม้ให้ปลอดภัย

ส่วนใครที่มีข้อสงสัยว่า ถ้ากินผลไม้จากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีการระบาดหนัก ๆ จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อหรือไม่ บอกไว้ตรงนี้เลยว่า กว่าจะผ่านการขนส่งมาถึงประเทศไทยนั้น เชื้อไวรัสก็ตายหมดแล้ว และถ้าหากเอามาล้างทำความสะอาดก่อนรับประทานทุกครั้ง ยังไงก็ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้ออย่างแน่นอน หรือถ้าติดเชื้อขึ้นมาจริง ๆ ก็ต้องมาดูองค์ประกอบต่อไปว่า ได้รับเชื้อโรคมากพอหรือไม่ ร่างกายของเราอ่อนแออยู่แล้วหรือเปล่า ถ้าหากร่างกายของเราแข็งแรงดี เชื้อไวรัสเล็กน้อยบนผลไม้ก็ไม่สามารถทำอะไรเราได้อย่างแน่นอน

Categories
LIFESTYLE

โคโรน่าไวรัส กับ 7 วิธีซักผ้าง่ายๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะให้ทุกคนทำในช่วงนี้

โคโรน่าไวรัส กับ 7 วิธีซักผ้าง่ายๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะให้ทุกคนทำในช่วงนี้

( 7 วิธีซักผ้าง่ายๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญแนะให้ทุกคนทำในช่วงนี้ ) ในช่วงที่โคโรน่าไวรัส หรือ COVID-19 กำลังระบาดอย่างหนักนี้ หลักการปฏิบัติเมื่อต้องออกไปข้างนอกที่หลายคนรับทราบกันดี คือการสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง ล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งที่สัมผัสสิ่งของสาธารณะ กินอาหารในจานตัวเอง ไม่กินร่วมกับบุคคลอื่น และมี Social Distancing หรือระยะห่างกับบุคคลอื่น ๆ อย่างน้อย 2 เมตร ซึ่งก็ช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ดีระดับหนึ่ง

คุณอาจสนใจบทความนี้ อ่านต่อ วิธีล้างผลไม้ ล้างแบบไหนถึงปลอดภัยจากโควิด-19

การซักผ้าในช่วงโควิด

แต่รู้หรือไม่ว่า เชื้อ COVID-19 ยังสามารถอยู่บนเสื้อผ้าและกระดาษทิชชู่ได้อย่างน้อย 8-12 ชั่วโมง แม้จะดูแลตัวเองดีแค่ไหน แต่ถ้าหากไม่ได้เอาใจใส่ หรือมองข้ามเรื่องเสื้อผ้าที่สวมใส่ไป ก็ยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นบทความนี้เราจึงขอแนะนำการซักเสื้อผ้า 7 วิธี เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโคโรน่าไวรัสได้อย่างมากขึ้น

1.ใส่เสร็จแล้วควรซักทันที ไม่ควรนำกลับมาใส่ซ้ำ

  • โดยปกติแล้ว คนทั่วไปคงจะไม่ได้ใส่เสื้อผ้าซ้ำกันอยู่แล้ว เพราะแต่ละวันเราต้องเจอกับสิ่งสกปรกมากมาย รวมถึงคราบเหงื่อไคลที่ไหลออกจากร่างกายของเรา แต่อย่าลืมว่า ยังมีเสื้อผ้าบางอย่างที่เรามักจะหยิบมาใช้ซ้ำกันบ่อย ๆ ด้วยความเคยชิน เช่น กางเกงยีนส์ หรือชุดนอน เป็นต้น มีผู้ชายหลายคนที่ชอบใส่กางเกงยีนส์ซ้ำหลาย ๆ ครั้ง หรืออาจถึงขั้นเป็นเดือน ๆ เพื่อให้กางเกงอยู่ทรงและเป็นเฟดสวย และมีคนจำนวนไม่น้อยที่ใส่ชุดนอนซ้ำกัน 2-3 คืนถึงจะเอาไปซัก พฤติกรรมประเภทนี้ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ หากเผลอใส่เสื้อผ้าเหล่านี้ออกไปข้างนอก แล้วเอากลับมาใส่ซ้ำเรื่อย ๆ  เพราะฉะนั้นในระหว่างนี้ให้หยุดใส่เสื้อผ้าซ้ำกันไปก่อน กลับจากข้างนอกให้เปลี่ยนชุดแล้วถอดผ้าโยนลงตะกร้าไปเลย หากไม่อยากซักกางเกงยีนส์ก็ให้งดใส่ไปก่อนในช่วงนี้

2.ตากเสื้อผ้าในที่ที่มีแดดจัด

  • ถึงแม้ว่าการซักผ้าด้วยผงซักฟอก หรือน้ำยาซักผ้า ก็สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้อย่างหมดจดอยู่แล้ว แต่ก็น่าจะดีไม่น้อยหากเอาผ้าไปตากในที่ที่มีแดดจัด เพื่อช่วยฆ่าเชื้อโรคซ้ำอีกครั้ง ที่กล่าวแบบนี้ เพราะบางคนชอบตากผ้าในที่ร่ม โดยเฉพาะคนที่ซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้าและปั่นแห้งเพื่อให้ผ้าหมาดอยู่แล้ว เอาไปผึ่งลมเพียงไม่นานผ้าก็จะแห้งสนิท อย่างไรก็ตาม มีผ้าบางชนิดที่อาจจะต้องระวังไม่ตากกลางแดดจัด รวมถึงไม่ตากแดดเป็นเวลานาน ๆ  เพราะอาจทำให้สีผ้าเปลี่ยน หรือหมองลงไปกว่าเดิม

3.ผึ่งเสื้อผ้าในที่ที่มีแดดบ้าง

  • นอกจากการตากผ้ากลางแดดแล้ว การผึ่งเสื้อผ้าในที่ที่มีแดดก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน แต่กรณีนี้อาจจะเหมาะสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องใส่เสื้อผ้าซ้ำ หรือไม่สะดวกที่จะซักเสื้อผ้าบ่อย ๆ มากกว่า ถ้ารู้ตัวว่าคุณไม่สะดวกที่จะซักเสื้อผ้าทุกวัน ในทุกเช้าก่อนไปทำงาน หรือออกไปทำธุระข้างนอก ให้เอาเสื้อผ้าออกมาผึ่งแดดทิ้งไว้ จะช่วยฆ่าเชื้อโรคได้ส่วนหนึ่ง และถ้าไม่รู้ว่าอะไรบ้างที่ควรเอามาผึ่งแดด ให้เริ่มจากผ้าเช็ดตัวหลังอาบน้ำได้เลย

ซักผ้าช่วงโควิด

4.อย่าลืมซักผ้าปูที่นอนบ่อย ๆ

  • มีบางคนกลับจากข้างนอกแล้วชอบไปนอนเล่นอยู่บนเตียงและโซฟาเป็นเวลานาน ๆ หรืออาจถึงขั้นหลับไปซักงีบเลย กว่าจะลุกไปอาบน้ำและทำกิจกรรมอื่น ๆ หากเป็นเช่นนี้ ในกรณีที่มีเชื้อไวรัสติดเสื้อผ้ากลับมาด้วย ก็มีโอกาสที่เชื้อเหล่านั้นจะปนเปื้อนอยู่บนเครื่องนอน ไม่ว่าจะเป็นผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และผ้าห่ม เพราะฉะนั้นจึงควรซักผ้าปูที่นอนบ่อย ๆ หากเป็นไปได้ควรซักด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน และเอาไปตากแดดจัด ๆ ด้วย ในส่วนของโซฟา ก็ให้ใช้สเปรย์กำจัดเชื้อโรคทำความสะอาดบ่อย ๆ เช่นกัน เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจเกาะอยู่ และถ้าหากมีเวลาว่างมากพอ ให้หมั่นทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ส่วนต่าง ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ ตู้ เตียง เพราะถ้าเผลอเอาเชื้อไวรัสเข้ามาในบ้านแล้ว ก็มีโอกาสที่ไวรัสจะปะปนอยูในทุกพื้นที่

คุณอาจสนใจบทความนี้ อ่านต่อ ตกงาน ทำไงดี?! 5 ทางรอดของคนตกงานยุคโควิด-19

5.กลับถึงบ้านต้องรีบอาบน้ำ

  • ถ้าหากไม่อยากซักผ้าบ่อย ๆ โดยเฉพาะผ้าปูที่นอนที่ต้องออกแรงซักมากกว่าเสื้อผ้าธรรมดา รวมถึงไม่อยากทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์เสมอ ทันทีที่กลับถึงบ้านให้รีบอาบน้ำทันที เพื่อชำระล้างสิ่งสกปรกและเชื้อไวรัสต่าง ๆ ส่วนเสื้อผ้าสามารถทิ้งไว้ในตะกร้ากองรวมกันได้ แต่ไม่ควรหยิบมาซ้ำ หรือหยิบมาเช็ดทำความสะอาดยามฉุกเฉิน เพราะหากเชื้อไวรัสยังมีชีวิตอยู่ ก็จะเริ่มแพร่กระจายไปติดตามส่วนต่าง ๆ ของบ้าน ซึ่งระยะที่ไวรัสจะอยู่บนพื้นผิวต่าง ๆ ก็มีความแตกต่างกันไป เช่น อยู่บนโต๊ะที่มีพื้นผิวเรียบได้นาน 48 ชั่วโมง หรือถ้าเข้าไปอยู่ในตู้เย็น อาจอยู่ได้นานอย่างน้อย 30 วัน อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไวรัสได้

6.ใช้เครื่องอบผ้า

  • หากมีเครื่องอบผ้าอยู่ที่บ้าน หรือมีเครื่องอบผ้าหยอดเหรียญอยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก ถือเป็นโอกาสดีที่จะใช้ประโยชน์จากเครื่องนี้ในช่วงเวลานี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากเครื่องอบผ้ามักจะมีอุณหภูมิประมาณ 70-90 องศาเซลเซียสขึ้นไป (ควรศึกษาการใช้งานให้ดี เพราะหากตั้งอุณหภูมิสูงเป็นเวลานาน ๆ อาจทำให้เสื้อผ้าได้รับความเสียหาย) ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่สามารถฆ่าเชื้อโคโรน่าไวรัสได้อย่างอยู่หมัด แต่ถ้าหากไม่สามารถหาเครื่องอบผ้าได้จริง ๆ ก็ไม่ต้องกังวลใจ หรือไม่ต้องรีบไปหาซื้อใหม่ เพราะการแช่และซักด้วยผงซักฟอกก็สามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้ตามปกติอยู่แล้ว และถ้าหากได้รีดผ้าซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าเชื้อโรคจะเก่งแค่ไหน ยังไงก็ไม่เหลือ

หลีกเลี่ยงใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม-COVID

7.เลี่ยงการใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม

  • นอกจากทำให้เสื้อผ้านุ่มกว่าปกติ และให้กลิ่นหอมติดเสื้อผ้าแล้ว อีกคุณสมบัติหนึ่งของน้ำยาปรับผ้านุ่ม คือลดการอมน้ำในเนื้อผ้า จึงทำให้ฝุ่นและสิ่งสกปรกต่าง ๆ สามารถเกาะติดเสื้อผ้าได้มากกว่าการซักด้วยผงซักฟอกเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่แค่ไวรัสโคโรน่าเท่านั้นที่ต้องระวัง พวกฝุ่น PM 2.5 ก็เสี่ยงต่อการติดบนเสื้อผ้าเหล่านี้ได้เช่นกัน การที่เราแบกฝุ่นและเชื้อโรคติดตัวไปแบบไม่รู้ตัวเช่นนี้ อาจเพิ่มโอกาสในการติดเชื้อ รวมถึงเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้น และหากมีใครมาสัมผัสตัวเรา ก็มีโอกาสที่เค้าจะได้รับเชื้อโรคไปเช่นกัน ซึ่งก็ถือเป็นการแพร่เชื้ออีกรูปแบบหนึ่งไปในตัว

ทิปส์การดูแลรักษาความสะอาดเพิ่มเติม

นอกเหนือไปจากการซักผ้าด้วย 7 วิธีเบื้องต้นแล้ว ยังมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการซักผ้าและการดูแลรักษาความสะอาดเกี่ยวกับอุปกรณ์ของใช้ใกล้ตัวอีกมากมายที่จะช่วยลดการติดเชื้อ COVID-19 ได้ เช่น

1.ไม่สะบัดเสื้อผ้าที่สวมใส่ทั้งวัน

  • เนื่องจากมีหลายคนที่ชอบทำแบบนี้เพื่อไล่ฝุ่นที่เกาะตามเสื้อผ้า แต่หากเสื้อผ้าเหล่านี้มีเชื้อไวรัสปะปนอยู่ด้วย ก็อาจทำให้เชื้อไวรัสลอยขึ้นไปอยู่บนอากาศแทน

2.ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่ซักผ้า

  • คนที่ซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้า ทุกครั้งที่เอาผ้าใส่เครื่องแล้ว ต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนสัมผัสกับใบหน้า เพื่อป้องกันเชื้อไวรัสเข้าสู่จมูก ปาก และลำคอ

3.ปรับอุณหภูมิของน้ำอย่างเหมาะสม

  • อย่าลืมปรับตั้งอุณหภูมิของน้ำให้อยู่ในระดับ 60 องศาเซลเซียสขึ้นไป ก็จะช่วยกำจัดเชื้อโรคไปได้อีกส่วนหนึ่ง

การตากผ้า ซักผ้าช่วงโควิด

4.ทำความสะอาดอุปกรณ์สื่อสารที่ใช้ประจำ

  • ไม่ใช่แค่เสื้อผ้ากับเฟอร์นิเจอร์เท่านั้นที่ต้องดูแล ของใช้ส่วนตัวอย่างโทรศัพท์มือถือ แท็ปเล็ต คอมพิวเตอร์ ก็เป็นอีกอย่างที่ต้องได้รับการทำความสะอาดไม่แพ้กัน โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือที่ควรจะดูแลเป็นพิเศษ หมั่นเอามาทำความสะอาดทั้งหน้าจอและเคสด้วยน้ำเปล่า + สบู่ หรือสเปรย์แอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นตั้งแต่ 70% ขึ้นไป (ไม่ใช่แค่หน้าจอและเคสเท่านั้น) โดยควรเอาไม้จิ้มฟันพันกับสำลีจุ่มลงในแอลกอฮอล์มาเช็ดตามขอบร่อง รูสำหรับที่ชาร์จและหูฟังด้วย ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากคนเรามักจะหยิบมือถือมาเล่นในที่สาธารณะ ซึ่งก็มีความเสี่ยงที่เชื้อไวรัสจะติดอยู่บนพื้นผิวอย่างเคสโทรศัพท์ หรือบนหน้าจอ หากเราเอาโทรศัพท์มาแนบหน้าเมื่อไร ก็มีโอกาสสูงที่เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายเราทันที

5.ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจลบ่อยๆ

  • การที่เราเอามือจับหรือสัมผัสกับลูกบิดประตู รั้วบ้าน กุญแจหรือสิ่งของต่างๆ ที่มือเราอาจจะจับรวมกับผู้คนอื่นๆ แม้แต่คนในบ้านด้วยกันเองก็ตาม ในช่วงที่วิกฤตโควิดยังแพร่ระบาดอยู่อย่างทุกวันนี้ แนะนำให้หมั่นล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจลอยู่เสมอๆ หากไม่สะดวกที่จะล้างด้วยน้ำสบู่ เพราะอย่างน้อยก็จะช่วยให้มือเราสะอาด ปราศจากเชื้อโรคได้มากยิ่งขึ้น

ทริคการซักผ้าช่วงโควิด

ในยุคที่ไวรัสโคโรน่ายังคงเล่นงานต่อไปอยู่เช่นนี้ แนะนำให้ทุกคนหันมาใส่ใจดูแลตนเองด้วยการรักษาความสะอาดเบื้องต้นง่ายๆ นั่นก็คือ เรื่องของการซักผ้า และดูแลความสะอาดของอุปกรณ์ของใช้ใกล้ตัวร่วมด้วย อีกทั้งควรป้องกันเชื้อโรคด้วยการล้างมือให้สะอาดอยู่เป็นประจำ หรือหากไม่สะดวกล้างด้วยน้ำสบู่ก็ควรล้างด้วยเจล เพื่อให้สุขภาพร่างกายของเรา ห่างไกลจากเชื้อไวรัส Covid-19 นั่นเอง

Categories
LIFESTYLE

จัดโต๊ะทํางาน 2563 รวมไอเดีย จัดบ้านยังไง ให้น่าทำงาน เหมือนไป office จริง

จัดโต๊ะทํางาน 2563 รวมไอเดีย จัดบ้านยังไง ให้น่าทำงาน เหมือนไป office จริง

( จัดโต๊ะทํางาน 2563 รวมไอเดีย จัดบ้านยังไง ให้น่าทำงาน เหมือนไป office จริง )หลายๆ คนในเวลานี้เริ่มทำงานแบบ Work From Home กันมากขึ้น เนื่องด้วยสถานการณ์โรคระบาดของไวรัส Covid-19 ที่มียอดผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ทำให้การอยู่บ้านปลอดภัยมากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าหลายคนเริ่มออกมาบ่นว่าการทำงานที่บ้าน ยิ่งทำให้รู้สึกขี้เกียจและหมดไฟได้อย่างรวดเร็ว แต่หากคุณลองจัดบ้าน พร้อมเนรมิตห้องทำงานของคุณขึ้นใหม่ บอกเลยว่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มากขึ้นแน่นอน ซึ่งหากใครที่ยังคิดไอเดียจัดบ้านและโต๊ะทำงานไม่ออก วันนี้เราก็มีไอเดียการจัดตกแต่งมาฝากกันแล้วดังนี้ค่ะ

คุณอาจสนใจบทความนี้ อ่านต่อ ทำงานอยู่บ้าน ทำอะไรดี? 10 วิธีอยู่ในบ้าน เมื่อต้อง work from home

ไอเดียจัดโต๊ะทำงาน

7 ไอเดียจัดบ้านและโต๊ะทำงานให้เหมือนอยู่ออฟฟิศจริง

ตอนนี้เชื่อว่าหลายคน กำลังนั่งทำงานที่บ้านบนโต๊ะตัวเก่ง ตามนโยบาย Social Distance หรือการเว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อช่วยป้องกันตัวเองจากโรคโควิด-19 แต่พอทำไปได้สักพักก็รู้สึกเบื่อ และอยากนอนมากกว่าทำงาน เป็นเพราะอยู่บ้านเราจะรู้สึกสบาย และเกิดความผ่อนคลายได้ตลอดเวลา ดังนั้นลองมาเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นออฟฟิศที่คุณทำงาน จะช่วยกระตุ้นและปลุกไฟการทำงานของคุณให้ลุกโชนได้ เพราะถ้ามัวแต่มานั่งขี้เกียจ อาจทำให้งานไม่เดิน เสี่ยงเจ้านายด่าอีกด้วย เราเลยมีไอเดียจัดโต๊ะทำงาน 2563 มาแนะนำกัน

คุณอาจสนใจบทความนี้ อ่านต่อ ฟังเพลงไปด้วย ทำงานไปด้วยช่วยให้การทำงานดีขึ้นหรือไม่?

1.จัดโต๊ะทำงานให้เป็นที่เฉพาะ

  • การทำงานที่บ้านอาจทำให้คุณแบ่งสัดส่วนได้ไม่ชัดเจน ส่งผลให้พื้นที่ทำงานของคุณดูไม่จริงจัง และกลมกลืนกับบ้านจนเกินไป ดังนั้นคุณลองแบ่งสัดส่วนพื้นที่การทำงาน เพื่อทำให้คุณรู้สึกเป็นเจ้าของ ลองตกแต่งด้วยภาพถ่ายของคุณเอง และใช้บอร์ดกั้นคล้ายกับโต๊ะทำงานในออฟฟิศ จะช่วยให้คุณรู้สึกเหมือนมีอาณาเขต ส่งผลให้ทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่หากกังวลว่าจะดูเคร่งเครียดมากเกินไป อาจเติมสีเขียวของต้นไม้ต้นเล็กๆ จะช่วยให้สบายตามากยิ่งขึ้น

2.จัดตำแหน่งโต๊ะทำงานให้เหมาะสม

  • การวางตำแหน่งของโต๊ะทำงานในห้อง ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะหากคุณวางผิดตำแหน่งจะส่งผลให้การทำงานของคุณไม่ราบรื่นแถมเต็มไปด้วยอุปสรรคได้ เช่น หากห้องของคุณมีหน้าต่างแล้วแสงเข้ามาเยอะมาก คุณควรตั้งโต๊ะทำงานให้ตั้งฉาก และทำให้แสงส่องเข้ามาด้านข้างของคุณ เพื่อทำให้คุณมีแสงสว่างอย่างพอดี และช่วยให้คุณได้รับแสงจากธรรมชาติเพื่อทำให้รู้สึกไม่เครียด หรือหากใครที่ไม่ชอบแสงแดด อาจใช้ผ้าม่านหรือมู่ลี่เป็นตัวกำหนดแสงได้

3.เพิ่มความเป็นตัวเองลงไป

  • เมื่ออยู่ที่ทำงานบริเวณโต๊ะทำงานของคุณ อาจเป็นแพทเทินเดียวกันกับเพื่อนร่วมงาน คุณอาจทำได้เพียงแค่วางกรอบรูป หรือติดรูปถ่ายไว้ตามมุม แต่หากคุณต้องทำงานอยู่บ้าน ลองเปลี่ยนโต๊ะทำงานของคุณให้เป็นสไตล์ของคุณเองมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องทำให้น่าเบื่ออีกต่อไป ลองแปะภาพถ่ายเยอะๆ หรือจะแปะโปสเตอร์ไอดอลที่ชอบ รวมไปถึงวางโมเดลการ์ตูนต่างๆ หรือใครที่ชอบงานประดิษฐ์อาจมีการเจาะแต่ง เพิ่มฟังก์ชันให้โต๊ะทำงานของคุณ กลายเป็นโต๊ะทำงานสุดสร้างสรรค์ที่แปลกและไม่เหมือนใคร

การจัดโต๊ะทำงาน WFH

4.เติมสีเขียวจากธรรมชาติ

  • นั่งจอคอมทำงานเป็นเวลานานก็อาจทำให้ตาล้าได้ แต่หากมีต้นไม้เล็กๆ ประดับไว้บนโต๊ะ จะช่วยให้การทำงานของคุณมีความผ่อนคลาย และสบายตามากขึ้น อีกทั้งมุมทำงานหากมีแต่สีเทา สีดำ สีขาว อาจทำให้บรรยากาศมีความตึงเครียด ลองหาไม้ประดับหรือต้นไม้ที่ดูแลง่าย มาวางไว้ข้างโต๊ะ จะช่วยทำให้คุณรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติ แถมช่วยเติมไอเดียความคิดสร้างสรรค์ลงไปในงานได้อีกด้วย นอกจากนี้หากคุณต้องการพักสายตา เพียงหันไปมองที่ต้นไม้ จะช่วยให้คุณได้พักเติมพลังสักนิด ก่อนกลับไปลุยงานต่อ

5.เปลี่ยนมุมอื่นทำงานบ้าง

  • ในช่วงนี้คุณต้อง Work From Home เป็นเวลานาน อาจทำให้มุมโต๊ะทำงานน่าเบื่อได้ ลองเปลี่ยนบรรยากาศไปทำงานที่ห้องนั่งเล่น หรือห้องนอนดูบ้าง อาจทำให้คุณคิดอะไรใหม่ๆ ออกมาได้ เช่น นั่งทำงานที่ห้องนั่งเล่นใกล้มุมหนังสือ จะช่วยทำให้คุณมีสมาธิและตั้งใจทำงานได้อย่างเต็มที่ หรือใครที่อยากได้ความสนุก อาจทำไปด้วยเปิดเพลงฟังคลอๆ จะช่วยเพิ่มจินตนาการและปรับอารมณ์ให้กลับมาแจ่มใสได้ หรือวิธีการที่ง่ายกว่านั้นเพียงจัดบ้านใหม่ แอบทำมุมเล็กๆ ไว้ให้คุณคิดงานที่หน้าบ้าน หรือหลังบ้าน โดยใกล้ชิดกับต้นไม้ จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ระหว่างทำงาน

6.อุปกรณ์ต้องพร้อม

  • อยากจะทำงานให้ได้ประสิทธิภาพ อุปกรณ์ก็ต้องพร้อม สำหรับคนทำงานสายไอที ที่ต้องใช้อุปกรณ์หลายอย่าง ควรจัดตำแหน่งมุมทำงานให้เหมาะสม ทุกอุปกรณ์ต้องอยู่ใกล้เคียงกัน เพื่อทำให้การทำงานราบรื่น หรือใครที่เป็นนักออกแบบ อาจต้องหาโต๊ะตัวใหญ่ เพื่อช่วยให้ออกแบบงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะเห็นว่าการทำงานที่บ้านอุปกรณ์จะแตกต่างจากที่ออฟฟิศอย่างมาก ดังนั้นหากขาดอุปกรณ์ใด จะส่งผลให้การทำงานไม่สำเร็จหรือมีอุปสรรคได้ ดังนั้นใครที่อุปกรณ์ไม่พร้อมอาจหาอุปกรณ์เสริม หรือยืมจากที่ทำงานชั่วคราว

covid จัดโต๊ะทำงาน

7.เลือกโต๊ะและเก้าอี้ที่ใช่

  • ในระหว่างการทำงานร่างกายของคุณจะสัมผัสโต๊ะมากถึง 80% ดังนั้นคุณควรให้ความสำคัญกับเก้าอี้ทำงานเป็นอันดับแรก ซึ่งเก้าอี้ทำงานที่ดีจะต้องมีพนักพิง และที่รองคอ แยกออกจากกัน ไม่เชื่อมติดกันทั้งหมด เพราะจะช่วยรองรับน้ำหนัก และป้องกันปัญหาออฟฟิศซินโดรมได้อย่างดี อีกทั้งยังช่วยให้คุณนั่งทำงานได้ตลอดวัน นอกจากนี้โต๊ะทำงาน หากทำที่บ้าน อาจเลือกโต๊ะที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก หรือใครที่มีอยู่แล้วควรทำความสะอาดให้เรียบร้อย เคลียของใช้ที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อทำให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

8 ไอเท็มที่ควรมีประดับไว้บนโต๊ะทำงาน

เมื่อทราบถึงวิธีการจัดบ้านและโต๊ะทำงานแบบฉบับในปี 2563 ไปแล้ว สิ่งของประดับตกแต่งโต๊ะก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะจะช่วยเสริมบรรยากาศการทำงานให้น่าทำมากยิ่งขึ้น แถมยังช่วยให้ได้คุณพักสายตา และคลายความเมื่อยล้าได้อย่างดี สำหรับคนที่กำลังหาของตกแต่งโต๊ะทำงาน เรามีไอเท็มเจ๋งๆ ที่จะช่วยเปลี่ยนโต๊ะทำงานธรรมดา ให้กลายเป็นโต๊ะทำงานที่ได้ประสิทธิภาพมาฝากกันแล้วดังนี้ค่ะ

1.หูฟัง / หูฟังไร้สาย

  • ไม่มีสิ่งใดจะกระตุ้นการทำงานไปได้ดีกว่าเสียงเพลง ถึงแม้บางคนอาจต้องการความเงียบเพื่อสมาธิในบางครั้ง แต่การทำงานของคนส่วนใหญ่ก็ชอบที่จะเปิดเพลงฟังไปด้วยเวลาทำงาน แต่หากจะเปิดผ่านลำโพงก็อาจส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่นได้ ทำให้หูฟัง คือไอเท่มสำคัญที่ขาดไม่ได้บนโต๊ะนั่นเอง

2.กระดาษ Post it

  • กระดาษ Post-it คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ของคนทำงานเช่นกัน เพราะคนทำงานรุ่นใหม่มีนิสัยขี้ลืมอย่างมาก เนื่องจากต้องทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน การจดโน้ตลงสมุดบันทึกอาจไม่เพียงพอ ดังนั้นการใช้กระดาษโน้ต แปะไว้ตามจุดต่างๆ ของโต๊ะทำงาน จะช่วยให้คุณจดจำรายละเอียดการทำงาน หรือการนัดหมายวันส่งงานได้อย่างดีเยี่ยม และไม่พลาดที่จะลืมเรื่องสำคัญของการทำงานต่างๆ อีกทั้งยังช่วยลิสต์สิ่งที่คุณต้องทำได้อีกด้วย

3.ชั้นจัดระเบียบของ

  • โต๊ะทำงานของสาวๆ หลายคนมักมีของกองอยู่จำนวนมาก ทั้งเอกสาร ของใช้ต่างๆ รวมถึงของที่ไม่ใช่แล้ว หากมีการจัดโต๊ะอย่างเป็นระเบียบมากขึ้น จะช่วยเพิ่มพื้นที่ได้อย่างมาก และสิ่งที่จะช่วยให้คุณเก็บของต่างๆ ได้ง่ายขึ้น คือชั้นเก็บของที่จะสามารถแยกตามช่องได้ เช่น หากคุณต้องการจะเก็บของขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ก็มีสัดส่วนแบ่งไว้ชัดเจน หรือหากอยากเก็บเอกสาร ก็มีช่องแยกให้สอดเอกสารเก็บได้ ถือเป็นของที่รวมฟังก์ชันไว้มากมาย ใครที่รู้ตัวว่าโต๊ะไม่เป็นระเบียบ ควรซื้อมาใช้ด่วนๆ

จัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ

4.กรอบรูปสร้างแรงบันดาลใจ

  • เชื่อว่าหลายคนมีแรงบันดาลใจในการทำงานต่างกัน บางคนมีความฝันที่อยากจะทำอาชีพนี้ อยากจะไปให้ถึงจุดหมายที่ตั้งใจ หรือบางคนมีครอบครัวเป็นแรงผลักดัน เพื่อให้ตั้งใจทำงานหาเงิน ซึ่งรูปภาพจะสามารถกำหนดแรงบันดาลใจของคุณได้ เพียงแค่คุณหากรอบรูปมาวาง หรือแขวนไว้ที่โต๊ะ อาจเป็นรูปคนรัก พ่อแม่ เพื่อน หรือไอดอล จะช่วยให้คุณสัมผัสได้ถึงพลังงานพิเศษที่จะผลักดันให้คุณทำงานได้สำเร็จตามเป้าหมายได้นั่นเอง แถมยังช่วยเติมมุมทำงานของคุณให้มีความน่ารักมากขึ้นอีกด้วย

5.แจกันดอกไม้

  • ไม่มีอะไรจะช่วยบำบัดจิตใจได้ดีไปกว่าธรรมชาติ เมื่อคุณมีต้นไม้อยู่ในห้องทำงานแล้ว อย่าพลาดที่จะนำแจกันดอกไม้มาประดับไว้ที่โต๊ะ เพราะความงามจากสีสันของดอกไม้ จะช่วยสร้างบรรยากาศบนโต๊ะทำงานของคุณให้มีความสดชื่นและมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น แถมกลิ่นหอมของดอกไม้ยังทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย และลุยงานได้ตลอดทั้งวัน แต่ถ้าช่วงนี้ไม่สามารถออกไปซื้อดอกไม้สดได้ อาจหาดอกไม้ปลอมมาประดับไว้ชั่วคราว ช่วยให้คุณสบายตาได้เช่นกัน

6.โคมไฟตั้งโต๊ะ

  • หลายคนชอบทำงานจนหามรุ่งหามค่ำ โคมไฟตั้งโต๊ะ จึงเป็นสิ่งที่พลาดไม่ได้สำหรับทุกคน เพราะจะช่วยเพิ่มแสงสว่างในตอนที่คุณทำงานได้อย่างดี อีกทั้งใครที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศจากแสงสีขาวเดิมๆ ไฟสีส้มจากโคมไฟ จะช่วยให้คุณเกิดความผ่อนคลายได้ แถมยังช่วยเพิ่มดีไซน์ให้โต๊ะทำงานของคุณดูน่าสนใจและน่าทำงานมากกว่าเดิม สำหรับใครที่ชอบทำงานดึก อย่าพลาดที่จะมีโคมไฟติดโต๊ะไว้ เพราะจะช่วยให้คุณใช้ชีวิตได้ง่ายยิ่งขึ้น

7.โมเดล / ตุ๊กตา ตั้งโต๊ะ

  • มาเพิ่มความน่ารักบนโต๊ะทำงานให้คุณด้วยโมเดลจากการ์ตูนเรื่องโปรด หรือสาวๆ อาจเป็นตุ๊กตานิ่มๆ สักหนึ่งตัว จะช่วยทำให้บรรยากาศบนโต๊ะทำงานของคุณผ่อนคลายและชวนให้น่าทำงานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้คุณรู้สึกไม่เบื่อง่าย แถมใช้เวลาในช่วงที่คิดงานไม่ออก มานั่งจับโมเดล จัดตุ๊กตา หรือปรับแต่งให้เข้ากับพื้นที่ทำงานได้อย่างเพลิดเพลินแถมยังเป็นการโชว์ของสะสมของคุณอีกด้วย

8.ปฏิทินตั้งโต๊ะ

  • สำหรับสาวๆ สาย AE ปฏิทินตั้งโต๊ะ ถือเป็นของสำคัญ เพราะจะช่วยระบุตารางนัดหมายของลูกค้าหรือเจ้านายได้อย่างชัดเจน หรือสำหรับใครที่ต้องติดต่องานตลอดเวลา ปฏิทินตั้งโต๊ะ คือไอเท่มที่ต้องมีอย่างมาก

WFH

ข้อดีของการจัดบ้าน และจัดโต๊ะทำงานในช่วงโควิด-19

เป็นเรื่องปกติของคนทำงานในปัจจุบัน ที่มักทุ่มเวลาการทำงานอย่างมาก ทำให้การทำความสะอาดห้อง หรือการจัดห้องนั้น ถือเป็นเรื่องที่อาจทำนานๆ ครั้ง หรือใครที่รักความสะอาดหน่อยอาจจะอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ทำให้ห้องนอนของคุณเต็มไปด้วยฝุ่นและเชื้อแบคทีเรีย และยิ่งใครที่ช่วงนี้ยังต้องออกไปทำงาน อาจนำเชื้อไวรัสโควิด-19 กลับมาบ้านได้ ดังนั้นใครที่เริ่ม Work From Home ควรลุกขึ้นมาทำความสะอาดบ้าน ปรับแต่งโต๊ะทำงานให้น่าทำมากขึ้น ซึ่งข้อดีของการจัดบ้าน ก็มีดังนี้

1.สุขภาพดีขึ้น

  • ใครที่มีโรคภูมิแพ้เป็นโรคประจำตัว อาจทำให้ต้องมีการรักษาสุขภาพและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานที่แข็งแรง แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาอาจไม่เพียงพอ เพราะที่อยู่อาศัยหรือบ้านของคุณต้องสะอาดและปราศจากสิ่งที่กระตุ้นโรคได้ นอกจากนี้การจัดบ้านจะช่วยลดแบคทีเรียและกำจัดเชื้อโรคต่างๆ ได้อย่างดี ลองคิดดูหากคุณปล่อยให้บ้านมีแต่ฝุ่น อาจส่งผลให้บ้านกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคต่างๆ ดังนั้นหาเวลาว่างสักหนึ่งชั่วโมงมาทำความสะอาดบ้านทุกซอกทุกมุม จะช่วยให้คุณมีสุขภาพที่ดีขึ้น

2.เพิ่มพื้นที่การทำงานในบ้าน

  • เชื่อว่าหลายคน กำลังประสบปัญหานี้ เมื่อต้องอยู่บ้านและทำงานที่บ้านทุกวัน จะมองไปทางไหนก็รู้สึกว่าห้องของตัวเองคับแคบ ทำงานแล้วสมองไม่แล่น คุณควรลุกขึ้นไปจัดบ้านและเคลียของใช้ต่างๆ ที่ไม่จำเป็นเก็บใส่กล่อง หรือนำขยะหรือเอกสารที่ไม่ใช่แล้ว นำไปทิ้ง เพื่อช่วยเพิ่มพื้นที่ให้ห้องของคุณ จะช่วยทำให้คุณรู้สึกสบายตา และมีพื้นที่ในการทำงานมากขึ้น เพียงเท่านี้คุณก็ลุยงานได้อย่างเต็มที่

3.ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • โต๊ะทำงาน คือพื้นที่สำหรับการทำงานอย่างแท้จริง แต่หากมองไปทางไหนก็เจอแต่กองเอกสาร หรือสิ่งที่ไม่จำเป็นต่างๆ มากมาย ก็อาจทำให้บรรยากาศการทำงานน่าเบื่อหน่ายได้ ดังนั้นลองทิ้งขยะและของที่ไม่จำเป็นบนโต๊ะทำงาน จะช่วยทำให้คุณรู้สึกโล่งและผ่อนคลายมากขึ้น นอกจากนี้การทำความสะอาดห้องทำงาน จะช่วยให้คุณอารมณ์ดี และไม่เครียดจนเกินไปได้ สำหรับใครที่ชอบเคร่งเครียดเวลาทำงาน ลองเปลี่ยนมุมโต๊ะทำงานใหม่ อาจทำให้อารมณ์ของคุณแจ่มใสมากกว่าเดิม

Workfromhome

4.ได้ออกกำลังกาย

  • แค่ขยับเท่ากับการออกกำลัง ดังนั้นแค่คุณลุกขึ้นมาจากที่นอน และทำความสะอาดบ้านแบบครั้งใหญ่ จะช่วยให้คุณได้ออกกำลังกายไปในตัว อีกทั้งทำให้คุณได้บ้านใหม่ ห้องใหม่ ที่สะอาดและน่าอยู่มากกว่าเดิม ดังนั้นใครที่ขี้เกียจออกกำลังกาย ลองเปลี่ยนมาทำความสะอาดบ้าน จัดโต๊ะทำงานแทน ก็ได้ประโยชน์เช่นกัน

สำหรับใครที่กำลังเบื่อในช่วง Work From Home ลองลุกขึ้นมาจัดบ้านและปรับแต่งโต๊ะทำงานตามเคล็ดลับที่เราได้บอกไป จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แถมยังมีกิจกรรมทำแก้เบื่อในช่วงโควิด-19 ได้อีกด้วย เรียกได้ว่าการจัดบ้านเต็มไปด้วยประโยชน์มากมาย นอกจากจะทำให้บ้านสะอาดแล้ว ยังช่วยให้คุณได้ออกกำลังกายอีกด้วย